Lovin' You 1
posted on 18 May 2007 18:08 by pandura in FictionTitle: Loving You
Author: pandura
Pairing: Yunjae
Lovin' You 1
เช้าวันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศแจ่มใสปกคลุมไปด้วยแสงแดด ร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่งหลบตัวอยู่ปลายสุดของมุมทางเดินริมถนนท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาเดินจับจ่ายซื้อของกันในวันหยุดในย่านการค้าใจกลางกรุงโซล หากไม่นับรวมรถราที่ขวักไขว่ไปมาบนท้องถนนในยามนี้ บรรยากาศหน้าร้านก็คงไม่ต่างจากร้านกาแฟแถบยุโรปที่เจ้าของร้านบรรจงตกแต่งด้วยศิลปะแบบตะวันตก ตั้งใจให้ออกมาคล้ายร้านค้าในแถบนั้นที่เจ้าตัวหลงใหลเป็นนักหนา
บรรยากาศในร้านถูกประดับไปด้วยของตกแต่งที่เจ้าของลงทุนไปสรรหามาด้วยตัวเอง แม้จะเป็นร้านกาแฟเล็กๆ แต่ก็มีลูกค้าแวะเวียนมาใช้บริการกันอย่างไม่ขาดสาย เนื่องด้วยบรรยากาศสบายๆ นั่งคุยนั่งจิบกาแฟกันไปได้เรื่อยๆ บางรายถึงกับติดอกติดใจกลายเป็นลูกค้าประจำไปเลยก็มี ยิ่งวันนี้เป็นวันหยุดด้วยแล้ว จำนวนลูกค้าจึงดูหนาตาเป็นพิเศษ
แทฮีเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าประจำที่มักจะนัดเพื่อนๆ มานั่งคุยเรื่องงานกันที่ร้านนี้ ที่มาบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะติดใจรสชาติของกาแฟหรือบรรยากาศของร้านแต่อย่างใด หากแต่ติดใจเจ้าของร้านหนุ่มแสนใจดีต่างหาก เธอมักจะมองหาเขาเป็นอันดับแรกทุกครั้งที่เดินผ่านประตูร้านเข้ามา ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มักจะนั่งประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ คอยทักทายลูกค้า ดูแลความเรียบร้อยในร้าน วันดีคืนดีก็ลุกขึ้นมาชงกาแฟให้ลูกค้าด้วยตัวเอง หากแต่วันนี้กลับไม่พบเขาเช่นเดิม มีเพียงพนักงานชายหญิง 2-3 คน คอยบริการลูกค้าอยู่ตามลำพัง
วันนี้จะรับอะไรดีคะ พนักงานสาวแรกรุ่น หน้าตาสะอาดสะอ้านที่เคาน์เตอร์วางมือจากการจัดแก้วกาแฟบนชั้น หันมาถามเธอด้วยน้ำเสียงแสดงความคุ้นเคย
แทฮีละสายตาจากการมองไปรอบๆร้าน หันไปตามทิศทางของเสียงหวานก่อนจะให้คำตอบอย่างเกรงใจ เอ่อ...ยังดีกว่าค่ะ ขอรอเพื่อนก่อน
ตามสบายนะคะ พนักงานสาวยิ้มให้ก่อนจะหันไปสนใจกับกิจกรรมที่กำลังทำค้างอยู่
เฮ้อ เสียดายที่วันนี้เธอไม่มีโอกาสได้เจอคนที่มองหา เธอเลือกนั่งที่โต๊ะมุมประจำติดกับกระจกหน้าร้าน เหลือบมองเมนูบนโต๊ะที่ตอนนี้แทบจะไม่มีความจำเป็นสำหรับเธออีกแล้ว เนื่องจากหญิงสาวแวะเวียนมาบ่อยครั้งจนสามารถจดจำเมนูต่างๆ ได้จนขึ้นใจ วันนี้เธอมาถึงก่อนเวลานัดเกือบครึ่งชั่วโมง ถ้ารู้ก่อนว่าเจ้าของร้านไม่อยู่ ก็คงไม่ต้องรีบมาให้เสียเวลาหรอก นึกขำตัวเองไปพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง ยืนหอบกระดานวาดเขียนกับซูมใส่ม้วนกระดาษพะรุงพะรังรอข้ามถนนอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าหญิงสาวระบายด้วยรอยยิ้มทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มที่ว่า เดินข้ามถนนตรงเข้ามาในร้าน
แจจุง...ทางนี้ แทฮีโบกมือให้ชายหนุ่มร่างบางคนดังกล่าวซึ่งกำลังพยายามใช้ต้นแขนข้างที่เป็นอิสระดันประตูร้านให้เปิดออก แต่ถึงอย่างไรขาก็ยังก้าวเข้ามาไม่พ้นอยู่ดี เมื่อกระดานวาดเขียนเจ้ากรรมดันไปติดอยู่กับขอบประตูด้านข้าง ยื้อไปยื้อมาสักพัก พลันประตูร้านก็ถูกผลักให้เปิดออกโดยท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคนที่เอื้อมมาเปิดประตูให้ ตามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำฟังดูอ่อนโยน
ให้ผมช่วยนะครับ จอง ยุนโฮ เจ้าของร้านกาแฟที่เกิดเหตุ ออกแรงผลักประตูให้คนตัวเล็กกว่าได้ก้าวผ่านประตูร้านเข้ามาได้หลังจากยื้อยักอยู่นาน แจจุงเหลือบสายตาขึ้นสบตาร่างสูงกว่าด้วยความรู้สึกขอบคุณ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ด้วยอากัปกิริยาที่ค้างอยู่ไม่เอื้ออำนวยให้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้สะดวกเท่าไหร่นัก
ขอบ...ขอบคุณ
ไม่เป็นไรครับ ยุนโฮยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี ก่อนก้าวตามเข้าไปในร้าน ตัวเข้าเองหยุดยืนที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะมองตามเจ้าของร่างบางเมื่อครู่ที่พาตัวเองไปหยุดที่โต๊ะข้างกระจกหน้าร้าน ที่ซึ่งลูกค้าประจำของเขานั่งอยู่อย่างทุลักทุเล
หาร้านยากมั้ย แทฮีกล่าวทักน้องชายอย่างเอ็นดู อดขำไม่ได้กับท่าทางเก้ๆ กังๆ จะวางก็ไม่วาง จะนั่งก็ไม่นั่งของเขา ก่อนจะลุกขึ้นเอื้อมมือไปช่วยแบ่งรับกระดานวาดเขียนมาพิงไว้ที่ผนังข้างเก้าอี้ไม่ไกลจากตัวเอง
ไม่ยากหรอก แต่วันนี้พี่ต้องเลี้ยงนะ แจจุงตอบพลางยิ้มให้พี่สาวพลางหันกลับไปมองหาชายหนุ่มที่ช่วยเปิดประตูให้เขาเมื่อครู่ ก่อนจะพบว่าเจ้าของร่างสูงที่มองหากำลังเดินตรงมาที่เขาพร้อมกระดาษจดอะไรสักอย่างในมือ
คุณคิม สวัสดีครับ ยุนโฮกล่าวทักแทฮีอย่างคุ้นเคย ไม่วายหันไปยิ้มให้ลูกค้ารายใหม่ที่ยังคงยืนหอบข้าวของพะรุงพะรังบางส่วนอยู่ในมือ ก่อนจะเหลือบไปเห็นที่นั่งข้างๆ ที่ยังว่าง พร้อมลงมือจัดแจงเลื่อนเก้าอี้ให้คนที่ยืนอยู่ได้นั่งลง
เอ่อ... ขอบคุณ แจจุงกล่าวขอบคุณเจ้าของร้านหนุ่มอย่างอึกอัก ด้วยยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์นัก ว่าตกลงผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่
....นี่คุณจอง เจ้าของร้าน แทฮีแนะนำชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า คลายความสงสัยให้กับน้องชายที่นั่งทำหน้าไม่รู้อิโหน่อิเหน่อยู่ข้างๆ
แจจุงผงกหัวให้อย่างพอเป็นพิธี ไม่ค่อยอยากสบตาชายคนตรงหน้านี้เท่าไหร่นัก เพราะดวงตาเรียวเล็กคู่นี้ทำให้เขารู้สึกแปลกๆยังไงชอบกล
เห็นคุณยังไม่ได้สั่งอะไร ก็เลยจะลองมาแนะนำเมนูใหม่ให้น่ะครับ ยุนโฮกล่าวต่อทำหน้าที่เจ้าของร้านต่อไปแต่สายตาก็ยังไม่ละไปจากดวงหน้าสะสวยที่นั่งทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ข้างๆ คู่สนทนาของเขา ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดจึงไม่สามารถละสายตาจากใบหน้างดงามนี้ไปได้ ดวงตากลมโตสีดำสนิทยามที่มองมา ช่างดูมีเสน่ห์ดึงดูดให้หัวใจของเขาเต้นแรงได้อย่างประหลาด
แทฮีมองอาการของสองหนุ่มตรงหน้าแล้วก็อดขำไม่ได้ ไม่ว่าใครที่ได้เจอน้องชายของเธอก็ดูจะต้องมีอาการแบบนี้กันทั้งนั้น แม้แต่เจ้าของร้านรูปหล่อขวัญใจของเธอก็ไม่เว้นหรือนี่ แทฮีมองยุนโฮอย่างเอ็นดู แม้เธอจะชอบแอบมองเขาทุกครั้งที่มาที่นี่ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเกินไปกว่าความรู้สึกเอ็นดูเขาเหมือนน้องชาย เธอชอบในความที่เขามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ขยันขันแข็งเอาการเอางาน เพราะมันช่วยทำให้หญิงสาววัยย่างเข้า 30 อย่างเธอได้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจได้เป็นครั้งคราวขึ้นมาบ้าง
เมนูใหม่อะไรหรือคะ เสียงเอ่ยถามกลั้วหัวเราะของแทฮีถูกส่งไปยังเจ้าของร้านรูปหล่อที่ยังคงจ้องมองน้องชายของเธอไม่วางตา
เป็นไวท์ช็อคทวิสต์น่ะครับ เราเพิ่มวิปครีมให้อีก 50% ด้วยนะ ยุนโฮละสายตาจากสิ่งดึงดูดตรงหน้าหันกลับไปเสนอขายสินค้าต่ออย่างกระตือรือล้น ทำให้แจจุงที่นั่งเก้อเขินอยู่ข้างๆ พลอยอดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้
จะว่าไป ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็ดูดีไม่ใช่น้อย ดวงตาเรียว จมูกโด่งคมรับกับริมฝีปากได้รูป แต่งแต้มบนใบหน้าเรียวเล็กดูน่ามอง ร่างกายสูงใหญ่กับแผ่นอกแข็งแกร่ง ที่คงไม่ใช่เรื่องยากหากจะต้องปกป้องใครสักคน
งั้นเอามา 2 ที่ละกันครับ ร่างบางไม่ลืมที่จะสานต่อความตั้งใจของเจ้าของร้านหนุ่มให้เป็นจริง
แทฮีที่นั่งอมยิ้มเฝ้ามองสถานการณ์อยู่อดไม่ได้ที่จะแนะนำน้องชายให้อีกฝ่ายได้รู้จักอย่างภาคภูมิใจ คุณจองคะ นี่คิม แจจุง น้องชายของดิฉันเองค่ะ
ยุนโฮยิ้มเก้อเขินกับสิ่งที่ได้รับรู้ เขาต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเรียกความมั่นใจที่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ให้กลับคืนมา เพื่อกล้าพอที่จะเอ่ยแนะนำตัวให้คนสวยได้รู้จักตัวเองกลับอย่างเป็นทางการ
ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณแจจุง ผม จอง ยุนโฮ พูดเสร็จก็ออกอาการเขินกันอีกครั้ง จนผู้ถูกแนะนำเองก็ไม่วายที่จะเขินตามกันไปด้วย หากการแนะนำตัวเองมันยากกันขนาดนี้ ประชากรทั่วโลกก็ไม่น่าที่จะต้องรู้จักใครใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปทำให้ชีวิตมันยุ่งยากขึ้นกว่าเดิมกันซะเลยจะดีกว่า
เมื่อรวบรวมสติได้ แจจุงก็มีมารยาทพอที่จะเลิกทำเป็นเงียบ เงียบ และเงียบอย่างที่เป็นมาตลอดตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้าน รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าขาวสวยผุดผ่อง ดวงตากลมโตที่หรี่เล็กลงยามแย้มยิ้มถูกส่งไปยังร่างสูง ก่อนริมฝีปากสีแดงสดจะเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา " ร้านคุณน่ารักจัง "
ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเพียงเท่านี้ จะทำให้หัวใจของยุนโฮที่เต้นแรงอยู่แล้วจะยิ่งเต้นรัวหนักขึ้นไปอีก ร่างสูงหน้าแดงทำอะไรไม่ถูก กล่าวขอบคุณเจ้าของถ้อยคำหวานก่อนจะขอตัวออกมาจัดการกับออเดอร์ในมือด้วยความรู้สึกแช่มชื่นหัวใจ ประหนึ่งได้รับรางวัล แทซัง ของนานาสถาบันช่องดนตรีของเกาหลีก็ไม่ปาน
ชายหนุ่มทำหน้าที่คนชงกาแฟอย่างอารมณ์ดี พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าหล่อเหลา จนพนักงานเสิร์ฟสาวที่เคาน์เตอร์ออกอาการงงกับปฏิกิริยาของเจ้านายที่กลับจากการออกไปซื้อของเมื่อตอนบ่าย โดยไม่มีของที่ว่าติดมือกลับมาแม้แต่ชิ้นเดียว จนถึงตอนนี้ลูกค้าก็เริ่มบางตาลงและจวนจะได้เวลาปิดร้านแล้ว แต่เธอก็ยังไม่เห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เป็นเจ้านายที่มีมาตลอดช่วงบ่ายจะจางหายไปจากใบหน้าหล่อเหลาน่ามองนี้ได้เลย
หลังจากคิม แทฮีลูกค้าประจำได้กลับออกไปก่อนแล้ว ทิ้งไว้เพียงคิม แจจุงน้องชายสุดสวยที่ยังคงอยู่นั่งขีดๆ เขียนๆ อะไรบางอย่างต่ออีกสักพัก ก่อนจะเก็บข้าวของที่เจ้าตัวยืนยันไม่ยอมให้ช่วยอย่างที่เขาเอ่ยปาก เจ้าของร้านหนุ่มจึงทำได้เพียงเดินไปเปิดประตูร้านให้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับเมื่อเช้า คนสวยของเขาเองก็ไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มกลับมาให้อีกครั้งก่อนจะก้าวผ่านประตูร้านออกไป
'แล้วจะได้เจอกันอีกมั้ย ' ยนุโฮคิดในใจ เพราะดูจากรูปการณ์แล้ว คุณพี่สาวคงจะไม่นัดน้องชายออกมากินกาแฟกันทุกวันหยุดเป็นแน่แท้ หากไม่ได้คุยกันวันนี้ ต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือเปล่า
" คุณแจจุงครับ... ให้ผมไปส่งนะ" หัวใจที่ไวกว่า พาให้เอ่ยปากถามออกไปก่อนที่สมองจะคิดหาคำตอบให้กับตัวเองได้ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปไหน
" เอ๊ะ?...เอ่อ... ไม่เป็นไรครับ " แจจุงหันกลับไปตามทิศทางของเสียงก่อนจะตอบปฏิเสธอย่างงงๆ นึกขำท่าทางของชายหนุ่มที่โผล่เฉพาะศีรษะพ้นออกมาจากขอบประตูร้าน แถมยังมาขอไปส่ง ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเขากำลังจะไปไหน แต่ดูจากท่าทางก็พอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร แจจุงจึงไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มกลับไปให้
" ว่าแต่... คุณกำลังจะไปไหนต่อหรือครับ " ยุนโฮยังคงไม่ละความพยายาม คราวนี้เจ้าตัวพาเอาร่างสูงก้าวพ้นออกมาจากประตูร้าน ถือวิสาสะเอื้อมมือไปดึงกระดานวาดเขียนจากเจ้าของที่ยังยืนงงๆ อยู่มาช่วยถือ
แจจุงเลือกที่จะแทนคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนจะตัดสินใจยอมรับในน้ำใจของอีกฝ่าย เนื่องด้วยจำนวนสัมภาระในมือตอนนี้ คงจะไม่สะดวกสำหรับการโดยสารรถเมล์เท่าไหร่นัก "คุณกำลังว่างอยู่เหรอครับ ทิ้งร้านไป ไม่เป็นไรเหรอ" ร่างบอบบางเอ่ยถามอย่างเกรงใจก่อนจะได้รับคำตอบที่ทำให้ไม่ต้องรู้สึกผิดมากนัก
" ผมต้องออกไปซื้อของพอดี รอแป๊บนึงนะครับ " ร่างสูงเอ่ยอย่างตื่นเต้น ก่อนจะวิ่งลัลล้า หายเข้าไปทางหลังร้าน และพารถยนต์สีดำคันหรู ขับมาจอดเทียบริมถนน
แจจุงก้มมองเจ้าของรถอย่างเกรงใจอีกครั้งก่อนจะพบว่าร่างสูงเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้ และรับข้าวของในมือเขาเอื้อมไปวางไว้ที่เบาะหลัง แจจุงก้าวขึ้นรถพร้อมรอยยิ้มขอบคุณระบายอยู่บนใบหน้าไม่ได้ขาด ยุนโฮชอบเหลือเกิน รอยยิ้มดึงดูดใจจากเจ้าของร่างบอบบางนี้ มันทำให้เขารู้สึกตัวเบาหวิวและเป็นสุขใจทุกครั้งที่ได้เห็น
" จะให้สารถีคนนี้ไปส่งที่ไหนดีครับ " ยุนโฮถามอย่างร่าเริงหลังก้าวขึ้นมาประจำที่นั่งคนขับเรียบร้อยแล้ว
" คุณไปส่งผมที่มหา'ลัยฮงอิกได้มั้ย " น้ำเสียงยังเจือด้วยความเกรงใจอยู่ไม่น้อย แต่แจจุงหารู้ไม่ว่าจิตใจของยุนโฮในตอนนี้ ต่อให้อีกฝ่ายขอร้องให้ไปส่งไกลถึงปูซาน เขาก็ไม่ปฏิเสธเลยที่จะพาไป
" ได้สิครับ ใกล้แค่นี้เอง " เจ้าของดวงตาเรียวเล็กส่งยิ้มให้ ก่อนที่ยานพาหนะคันหรูจะทะยานออกไปเบื้องหน้า
บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างสรหาบทสนทนามาริเริ่มถามกันอย่างไม่ขากปากราวกับรู้จักกันมานาน ทั้งคู่ต่างรู้สึกถูกชะตากับบุคคลที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างไม่มีเหตุผล ไม่บ่อยนักที่แจจุงจะคิดเปิดใจพูดคุยกับใครได้มากขนาดนี้ในการพบกันครั้งแรก ตัวเขาเองออกจะติดเงียบเกินไปเสียด้วยซ้ำหากต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า ส่วนยุนโฮ ด้วยความที่เป็นคนอัธยาศัยดี ชอบพูดชอบคุยอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งทำให้บรรยากาศในรถระหว่างคนแปลกหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
หลังส่งผู้โดยสารแสนสวยลงที่หน้ามหาวิทยาลัยแล้ว ตัวเขาเองก็พาใบหน้ายิ้มแย้มขับรถกลับมาที่ร้าน ลืมไปว่าบอกพนักงานเอาไว้ว่าจะออกไปซื้อของ แต่ก็ลืมแวะซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ถึงตอนนี้แม้เวลาจะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่รอยยิ้มหวานกับดวงตากลมโตสีดำสนิทก็ยังคงไม่ลบเลือนไปจากห้วงความคิดของเข้า คิม แจจุง กับรอยยิ้มแสนสวย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก
หลังส่งงานอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว แจจุงก็ได้แต่เดินเรื่อยเปื่อยมาตามริมถนน ผ่านทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับสวนสาธารณะใจกลางกรุง สิ่งที่พี่สาวคุยกับเขาในวันนี้ ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เขาเองเคยใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก หากแต่ตอนนี้เขายังรู้สึกสับสนและไม่ค่อยเข้าใจความต้องการของตนเองเท่าไหร่นัก สิ่งที่เพียรพยายามมาตลอด 4 ปีในมหาวิทยาลัย นอกจากจะไม่ได้พิสูจน์ให้ผู้เป็นบิดาได้เห็นความตั้งใจของตนเองแล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มความปรารถนาอันแรงกล้าของผู้เป็นพ่อในการจะบีบบังคับให้เขากลับไปดูแลกิจการโรงแรมของครอบครัว ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาได้รับการอนุญาตให้ได้เรียนในสิ่งที่ชอบมาแล้วถึง 4 ปี ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำตามความต้องการของผู้เป็นพ่อบ้าง
'แจจุง... โตขึ้นลูกอยากเป็นอะไรครับ
'ผมอยากเป็นนักธุรกิจเก่งๆ แบบคุณพ่อครับ'
'ดีมาก... งั้นสัญญากับพ่อนะ'
'โอเค.. สัญญาฮะ'
เดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จนไม่ทันได้สังเกตเห็นรถยนต์สีดำคันหรูคันหนึ่งที่ค่อยๆ ถูกขับเคลื่อนตามหลังมา จนเจ้าของรถชักทนไม่ไหว ต้องเปิดกระจกโผล่หน้าออกมาให้อีกฝ่ายได้สังเกตเห็น
"คุณแจจุง" เป็นยุนโฮเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ริมถนนร้านหนึ่งร้านนั้นนั่นเองที่โผล่หน้าออกมาส่งเสียงเรียกชื่อเขา แจจุงหันมองหาต้นทางของเสียง ก่อนจะพบว่าตัวเองเดินมาไกลจนใกล้จะถึงที่พักอยู่รอมร่อแล้ว พลางเหลือบไปมองเจ้าของดวงตาเรียวเล็กที่โผล่หน้าพ้นขอบกระจกรถออกมายิ้มแป้นให้
"คุณยุนโฮ" สีหน้าแสดงความแปลกใจไม่น้อย แต่ก่อนจะได้ทันตั้งตัว ร่างสูงที่จัดการเทียบรถเข้าจอดข้างทางเรียบร้อยก็เดินตรงมาที่เขาด้วยท่าทางแสดงความดีใจจนออกนอกหน้า
"บังเอิญจังเลยนะครับ" แจจุงไม่รอให้อีกฝ่ายพูดขึ้นก่อน ตัวเขาเองแม้จะแปลกใจ แต่ก็ยอมรับว่าดีใจอยู่ไม่น้อย ที่ได้เจอชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้อีกครั้ง
"คงไม่บังเอิญมั้งครับ ผมขับรถตามคุณมาเกือบ 5 นาทีได้แล้ว เห็นคุณเดินใจลอย... คิดอะไรอยู่เหรอ" แม้จะรู้ตัวว่าเป็นคำถามที่ออกจะมากเกินไปสักหน่อยสำหรับคนที่เพิ่งรู้จัก แต่ยุนโฮก็อดที่จะถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูค่อนข้างจะเศร้าลงไปของอีกฝ่าย
"นิดหน่อยน่ะครับ ว่าแต่คุณมาทำอะไรแถวนี้เหรอ" แจจุงถามกลับเมื่อเห็นว่ายุนโฮเปลี่ยนชุดจากครั้งที่เจอกันล่าสุดเมื่อบ่าย เป็นชุดลำลองใส่สบาย กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ นี่ถ้าไม่บอก เขาคงนึกว่าชายหนุ่มเพิ่งกลับจากการออกกำลังกายที่สปอร์ต คลับเป็นแน่
"เมื่อ 5 นาทีที่แล้ว ผมยังขับรถกลับจากการปิดร้านอยู่แถวโน้นน่ะครับ แต่ตอนนี้ก็ขับตามคุณมาอย่างที่เห็นเนี่ยแหละ" ยุนโฮตอบด้วยรอยยิ้มกว้างจริงใจ จนแจจุงอดที่จะคิดไม่ได้ว่า รอยยิ้มของผู้ชายคนนี้ ช่างดูราวกับจะสามารถส่งผ่านความรู้สึกที่เจ้าของมีมาถึงเขาได้ทั้งหมด
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ยิ้มไม่ได้พูดอะไร ยุนโฮจึงเอ่ยปากอาสาขอขับรถไปส่งที่บ้าน แต่เนื่องจากแจจุงบอกว่าอพาร์ตเมนท์ของเขาอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้ การต้องขับรถไปส่งจึงเปลี่ยนมาเป็นการเดินไปส่งแทนโดยปริยาย
แจจุงดูเงียบลงไปมากหากเทียบกับคนที่คุยกับเขาอย่างสนุกสนานในรถเมื่อตอนบ่าย สายตาที่มองไปเบื้องหน้าแฝงด้วยความกังวลใจอะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถเข้าถึงได้
"แจจุง!!" ยุนโฮเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่าย พร้อมเอื้อมมือไปรั้งข้อมือของแจจุงเอาไว้ ก่อนที่ร่างบางจะก้าวข้ามถนนโดยไม่ได้มองสัญญาณไฟ
ร่างบางออกอาการตกใจไม่น้อย เมื่อพบว่าจุดที่ตนยืนอยู่เสี่ยงกับอันตรายเพียงใด หากไม่ได้ยุนโฮช่วยรั้งเอาไว้ เขาอาจจะถูกรถคันเมื่อครู่เฉี่ยวชนไปแล้วก็ได้ ดวงตาสีดำสนิทหันกลับมามองร่างสูงกว่าด้วยอาการตกตะลึง แต่ก่อนจะได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา หย่าดน้ำตาที่คลออยู่เมื่อครู่ก็ไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"แจจุง...." ยุนโฮที่ก็ดูจะตกใจไม่แพ้กันเอ่ยเรียกชื่อแจจุงเบาๆ ชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก จ้องมองดวงตาสีดำสนิทตรงหน้าที่เป็นประกายไปด้วยหยาดน้ำตา ร่างบางอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยายามขยับริมฝีปากสีแดงสดที่กำลังสั่นระริก เอ่ยคำขอบคุณต่อร่างสูงออกมาอย่างยากลำบาก
"ขอบคุณมากนะ.. ไม่รู้ว่าวันนี้ผมต้องพูดขอบคุณกับคุณอีกกี่ครั้ง คุณคงจะยังไม่เบื่อมันใช่มั้ย"
ยุนโฮทนไม่ไหวต่อไปอีกแล้วกับภาพตรงหน้า แจจุงของเขากำลังยิ้มและร้องไห้ แม้จะยังไม่รู้สาเหตุ แม้จะยังไม่เข้าใจ แต่สิ่งเดียวที่เขาต้องการจะทำในตอนนี้ก็คือการดึงร่างที่กำลังสั่นระริกด้วยแรงสะอื้นตรงหน้า เข้ามาไว้ในอ้อมกอด
อ้อมแขนแข็งแกร่งคว้าร่างบางมากอดเอาไว้ แต่ท่อนแขนบอบบางของแจจุงเองแต่ก็ไม่ลังเลที่จะกอดตอบ ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาจึงไม่เขินอายในการไม่สงวนท่าทีของตนในครั้งนี้ หากกลับรู้สึกอบอุ่นอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง ใบหน้าสวยระบายด้วยรอยยิ้มก่อนที่คำขอบคุณจะหลุดปากออกมาอีกครั้ง
"ขอบคุณนะยุนโฮ... เห็นมั้ยผมต้องพูดขอบคุณคุณอีกแล้ว" ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน ก่อนจะผละออกมามองหน้าอีกฝ่าย แจจุงยิ้มเขินเป็นครั้งแรก ขณะที่ยุนโฮจ้องมองภาพน่ารักนั้นไม่วางตา นึกดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มแสนหวานแบบนี้อีกครั้ง
ยุนโฮเดินมาส่งแจจุงจนถึงที่พัก สิ่งปลูกสร้างตรงหน้าเป็นอพาร์ตเมนท์ที่ค่อนข้างหรูหรา โอ่อ่า อยู่ห่างจากร้านกาแฟเล็กๆ ของเขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง การเจอกันวันแรก แม้จะไม่ได้ทำให้รู้จักอะไรกันมากมาย แต่ความรู้สึกที่ได้ กลับทำให้รู้สึกราวกับว่าต่างฝ่ายต่างรู้จักกันมานานแสนนาน
"เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า" ร่างสูงเอ่ยถามติดตลก จนร่างบางที่กำลังเตรียมตัวจะเดินกลับเข้าที่พัก หันมาทำหน้างงๆ ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
"งั้นก็ดีแล้วล่ะ เพราะผมคงเสียใจน่าดู ถ้าเราเคยเจอกันแล้ว แต่คุณกลับจำผมไม่ได้" พูดถึงตรงนี้ ยุนโฮก็ปล่อยก๊ากออกมากับมุขฝืดๆ ของตัวเอง เล่นเอาแจจุงหน้าแดงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับมุขฝืดๆ ของฝ่ายตรงข้าม ก่อนทั้งคู่จะโบกมือร่ำลาแยกย้ายกันไปด้วยรอยยิ้ม
"พรุ่งนี้ผมมารับนะ" ยุนโฮตะโกนตามหลังร่างบางไป เล่นเอารปภ. ที่นั่งสัปหงกอยู่บริเวณใกล้ๆ สะดุ้งตกใจกับเสียงของชายหนุ่ม แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้พูดอะไร ร่างสูงก็พาตัวเองวิ่งจ้ำอ้าวหายกลับมายังทิศทางเดิมที่จอดรถทิ้งเอาไว้
'แล้วจะมารับไปไหน รับเมื่อไหร่ รับกี่โมง... เฮ้อ' ชายหนุ่มยิ้มขำกับความโก๊ะของตัวเอง แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะย้อนกลับไปเพื่อถามคำถามอะไรโง่ๆ ที่ตัวเองไม่รู้จักหาข้อมูลเอาไว้ให้ดีก่อนตั้งแต่แรก..
To be continued....
edit @ 2007/05/18 18:11:36
edit @ 2007/05/18 18:31:57
edit @ 2007/06/18 19:45:25