[SF] Love in the Ice

posted on 23 May 2008 16:10 by pandura  in Fiction

 

และแล้วก็อู้อีกจนได้ ^^

จากที่เคยบอกว่าจะลง Love in the Ice special ชิมิ

ตอนนี้ก็อย่างที่รู้ๆ ว่าชีวิตก็ยุ่งวุ่นวายกันอยู่

(ได้ข่าวเป็นกันหลายคนเลยนะเนี่ย)

เอาไว้ภารกิจที่กำลังจะมาถึงเสร็จสิ้นก่อนนะค้า

ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ยังแวะเวียนเข้ามาเยี่ยม

เจอกันวันที่ 8 เน้

ปล.ใครได้บัตรหนังวันที่ 7 ก็เจอกันด้วยน้า

ตื่นเต้นๆ

 

[SF] Love in the Ice 

 

 

 

 

ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ...

...ยังไม่มาเหรอ

ชายหนุ่มร่างบางเจ้าของใบหน้าหวานสวยกระพริบตาปริบเพื่อให้ชินกับแสงไฟภายในห้อง ขยับเรือนร่างของตนเล็กน้อยเพื่อคลายจากอาการเมื่อยล้าเนื่องจากการนอนขดตัวอยู่บนโซฟาแคบๆ เป็นเวลานาน

คิม แจจุง จ้องมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝาผนังของห้อง แม้การรอคอยใครบางคนจะยังไม่สิ้นสุด แต่ดวงตากลมโตสีนิลก็ยังคงส่องประกายแห่งความสุขระบายไปทั่วบริเวณ

นานเท่าไหร่แล้วที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว  ไม่มีเพื่อน ไม่มีพี่น้อง.. และไม่มีแม้กระทั่งพ่อแม่

สี่ปีแล้วสินะ ตั้งแต่พวกท่านจากไป

ก่อนหน้านี้ชีวิตที่ว่างเปล่าก็ดำเนินของมันเรื่อยมาตามปกติ

คิม แจจุง เป็นพนักงานร้านขายเสื้อผ้าบุรุษยี่ห้อดังในห้างหรูย่านการค้า  ชีวิตการทำงานที่แสนจะราบเรียบกับชีวิตประจำวันที่แสนสงบสุข แจจุงไม่มีเพื่อน และไม่มีแม้แต่คนรู้จัก จะมีก็เพียงแต่เพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกันไปวันๆ

จนกระทั่ง... ค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว หนึ่งปีก่อนหน้านี้  ชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไปเพราะใครคนหนึ่ง ใครคนนั้นที่ซึ่งชีวิตนี้ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รู้จัก

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างนั้นเหรอ

เปล่าซะหน่อย ทุกวันนี้เขาก็ยังกินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว ไม่สิ เขาเลิกดูหนังและกินข้าวนอกบ้านไปแล้ว ...

หากแต่เขาก็ยังคงช็อปปิ้งคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว

ไม่ใช่อีกสินะ เขาไม่ได้ออกไปช็อปปิ้งและเดินเตร็ดเตร่ไปไหนมาไหนคนเดียวอีกนานแล้วเหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีแนวโน้มจะเป็นการบั่นทอนเวลาของการอยู่บ้าน ตั้งแต่มีคนๆ นี้เข้ามาในชีวิต

หนึ่งปีแล้วสินะ... เวลาของพวกเรา

 

ดิ๊งด่อง...

...

รอยยิ้มสวยผุดขึ้นบนใบหน้าทันทีเมื่อเสียงกริ่งประตูดังก้องขึ้นภายในห้อง

...

ร่างบางรีบเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับ ใบหน้าหวานสวยส่งยิ้มบางๆ ให้ผู้มาเยือน

"อูย... หนาวๆ " อีกฝ่ายกล่าวน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหนาวเหน็บ เขาส่งยิ้มมาให้ขณะกำลังพยายามเขี่ยเศษหิมะน่ารำคาญออกจากพื้นรองเท้า

"เหนื่อยจัง ขอแช่น้ำอุ่นๆ ก่อนนะ"

เจ้าของห้องเบี่ยงตัวหลีกทางให้ ชินเสียแล้วกับเหตุการณ์แบบนี้

... เป็นมาตลอดเวลาที่รู้จักกัน

นั่งจ้องทีวีรออยู่บนโซฟาตัวเดิมสักพัก ฝ่ายนั้นก็ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายออกมาจากห้องน้ำ

                "น้ำร้อนเสียเหรอ แจจุง แว้ก!! หนาวๆ"

          ร่างบางยิ้มขำกับตัวเอง โกหกชัดๆ ก็เมื่อตอนเย็นเขาเพิ่งจะอาบน้ำอุ่นอยู่หยกๆ

                หากแต่เมื่อเดินเข้าไปดูในห้องน้ำก็ต้องพบกับสิ่งที่ทำให้ต้องยุติความคิดนั้น

                เจ้าของเสียงเมื่อครู่กำลังนั่งตัวแข็งริมฝีปากสั่นแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำ ผิวน้ำอุ่นที่ควรจะมีไอพวยพุ่งอย่างที่เข้าใจกลับเรียบนิ่งเสียจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง

                "ยุนโฮ" แจจุงเอ่ยเรียกชื่อด้วยสีหน้าห่วงใย แต่ไม่นานนักเขาก็ต้องเปลี่ยนมาระเบิดเสียงหัวเราะแทน เมื่อพบว่าก็อกน้ำร้อนถูกปิดอยู่ เขาคงจะเปิดมันทิ้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ และยุนโฮก็คงจะหมุนมันกลับไปอีกทาง

                "คุณไปปิดมันทำไมเล่า ไม่ยอมดูซะก่อนเลย อาบน้ำบ้านผมมานานเท่าไหร่แล้ว" ร่างบางยังคงกล่าวตำหนิด้วยใบหน้าระบายรอยยิ้มเอ็นดู

                ร่างสูงในอ่างมองตัดพ้อ ร่างกายยังคงสั่นไหวไม่เลิก แม้น้ำอุ่นจะถูกเปิดขึ้นมาแทนที่ แต่อุณหภูมิในร่างกายแข็งแกร่งนี้ก็ยังคงปรับตัวไม่ทัน

                "มานี่เลย" ร่างแข็งแกร่งกว่าคว้าหมับเข้าที่เอวบางก่อนจะลากลงไปในอ่างด้วยกันทั้งคู่

                ‘ตูม'

                "โอ๊ย! เปียกหมดแล้วเห็นมั้ย ผมไม่อยากอาบอีกรอบนะ" แจจุงเอ่ยหัวเสีย หากแต่สงบลงในอ้อมกอดของอีกฝ่าย ไม่รู้จะออกแรงขัดขืนไปทำไม ไหนๆ ตอนนี้ก็เปียกทั้งตัว

                "อาบน้ำคนเดียวเหงานี่" ปลายจมูกโด่งคมเริ่มซุกไซ้บริเวณซอกคอเนียนขาว แววตาหยอกเย้าขี้เล่นเฝ้ามองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ ริมฝีปากได้รูปไล้วนอ้อยอิ่งแผ่วเบาอยู่บริเวณลำคอ

                "ถอดเสื้อนะ"

          "อืม" แจจุงครางเสียงแผ่วเบา แววตาหรี่ปรือจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างกำยำของฝ่ายตรงข้าม เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของมือเรียวสวยที่จดจ่ออยู่กับการถอดเสื้อผ้าของเขาอย่างชำนิชำนาญ

                นานเท่าไหร่แล้วที่เขาหลงใหลในร่างกายตรงหน้านี้ นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่สามารถต้านทานความต้องการในร่างกายของตัวเอง

                ริมฝีปากทั้งคู่ประกบจูบกันแผ่วเบา ก่อนต่างฝ่ายจะปลุกเร้าอารมณ์กันและกันด้วยปลายลิ้นร้อนแรง ความต้องการในร่างกายปะทุสูงขึ้นตามอุณหภูมิของน้ำที่โอบล้อมรอบกาย

                "ในนี้จะดีเหรอยุนโฮ..." ริมฝีปากอิ่มปรากฏสีแดงขึ้นจากรสจูบ ร่างบางสั่นระริกในอ้อมกอดแกร่ง หอบหายใจถี่แรงตามการเต้นของหัวใจที่เร้ารัว

                ยุนโฮไม่ได้ตอบ ดวงตาเรียวสีน้ำตาลที่เข้มขึ้นด้วยแรงปรารถนาจ้องลึกลงไปในแววตาของผู้เอ่ยถาม แผ่นอกเกร็งแน่นขึ้นด้วยแรงอารมณ์

                "อ๊ะ!!" แจจุงตัวแข็งเกร็งเมื่อสัมผัสได้ถึงสิ่งแข็งขึงแสนเซ็กซี่ที่สอดใส่เข้ามาในช่องทางร้อนรุ่มเบื้องล่าง ร่างกายสั่นระริกรอบล้อมด้วยอุณหภูมิของน้ำที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน

                "แจจุง..."

ร่างสูงขยับในช่องทางแคบเล็กถี่รัว ไฟในอารมณ์เริ่มปะทุรุนแรง ไหล่เกร็งขืนภายใต้อ้อมแขนเรียวเล็ก ยุนโฮแทบกลั้นหายใจขณะขยับกายอย่างคุ้นเคยอยู่ในร่างบอบบางเบื้องหน้า

                "เร็วหน่อย" ร่างบางเว้าวอน ลมหายใจหอบกระชั้น ก่อนแขนเรียวเล็กจะออกแรงผลักลำตัวอีกฝ่าย ตรึงแผ่นหลังแข็งแกร่งที่ร้อนรุ่มนั้นเอาไว้

                มือเล็กของแจจุงประคองตัวเองไว้กับขอบอ่าง ร่างกายเริ่มขยับแผ่วเบาอยู่บนส่วนน่าทะนุถนอมนั้นของยุนโฮ ก่อนค่อยๆ ขยับกายถี่กระชั้นขึ้นตามแรงปรารถนา ลมหายใจหอบรุนแรงขณะจ้องมองลึกลงไปในแววตาร้อนแรงของฝ่ายตรงข้าม  ยุนโฮกำลังจ้องมองเขา มองการกระทำทุกๆ อย่างของเขา

การกระทำที่แสนเย้ายวนใจ ส่งผลให้อีกฝ่ายเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่ ยุนโฮผละกายขึ้นมาคว้าเอวบอบบางของแจจุงเอาไว้เต็มแรง ตรึงช่องทางแสนอบอุ่นนั้นเอาไว้แนบแน่น สอดใส่ล้ำลึกบนตัวเขาก่อนขยับเข้าออกอย่างไม่ปราณี

                ลมหายใจหอบแรงกระพือพัดโหมกระหน่ำดังคละเคล้ากันไปในอากาศ ผิวน้ำอุ่นรอบกายกระเพื่อมสั่นไหวราวกับคลื่นทะเลบ้าคลั่ง ต่างฝ่ายต่างดื่มด่ำกับความต้องการร้อนแรงภายในกายของตน ก่อนทั้งคู่จะสงบลงสู่อ้อมกอดอบอุ่นของฝ่ายตรงข้าม

                ยุนโฮบรรจงสัมผัสริมฝีปากแผ่วเบาทั่วดวงหน้าสวย แจจุงยังคงหอบหายใจผะแผ่วอยู่ข้างแก้ม ร่างบางในอ้อมกอดเกาะยึดตัวเขาเอาไว้ไม่ปล่อย มือเรียวเล็กนุ่มนิ่มสาละวนจัดแจงปอยผมที่ตกระใบหน้าหล่อเหลาของเขาออกให้พ้นสายตา

               

 

 

 

"ยุนโฮ... 5 ทุ่มแล้ว"

          ร่างบางเอ่ยกับเจ้าของแผ่นอกแกร่งที่ทาบทาอยู่เบื้องหลังบนเตียงหนานุ่มขนาดปานกลางที่จัดสรรได้อย่างลงตัวกับขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้อง

                ห้องขนาด 160 ตารางเมตร ถูกแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ คอนโดแห่งนี้ได้มาจากการขายที่ดินผืนหนึ่งเขตชานเมืองที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ ซึ่งแจจุงเอาเงินส่วนหนึ่งมาซื้อเก็บไว้หลังการจากไปของพวกท่าน

                แน่ล่ะ แม้ชีวิตในเมืองกรุงจะโดดเดี่ยว แต่นี่คงเป็นความฝันเพียงสิ่งเดียวที่เขาพอจะมีเหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง

                "ยุนโฮ ตื่นได้แล้ว"           

                "อืม" ยุนโฮยังคงเอ่ยงัวเงียอยู่กับแผ่นหลัง ก่อนฝ่ายนั้นจะตัดใจลุกขึ้นแต่งตัวในที่สุด

                แจจุงเฝ้ามองแผ่นหลังของชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่ชีวิตของพวกเขาก็เป็นแบบนี้แหละ

                "ไปล่ะ" ร่างสูงก้มลงหอมแก้มขาวเนียนของเจ้าของห้องที่เดินไปส่งเขาที่หน้าประตูอีกครั้ง ก่อนจะหันไปใส่รองเท้าอย่างลวกๆ พอให้สะดวกพอที่จะเดินลงไปถึงลานจอดรถได้

                "Take care."

          "บ๊ายบาย" ร่างบางเอ่ยคำลาครั้งสุดท้ายก่อนปิดประตูลง

ห้องทั้งห้องเงียบสงัด แววตาที่เคยสดใสเมื่อครู่กลับสู่ห้วงแห่งความหมองเศร้าอีกครั้ง ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองไปรอบห้อง หยาดน้ำใสๆ เอ่อรื้นขึ้นมาราวถูกเนรมิต

                ร่างบางทรุดกายลงกับขอบประตู สองแขนเล็กโอบกอดตัวเองแช่มช้า เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาสั่นไหวอยู่ในลำคอ

          ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ

 

 

               

               

....

 

ยังจำได้มั้ย วันที่เราพบกันครั้งแรก

....

ฤดูหนาวปีที่แล้ว

               

                คิม แจจุง นั่งหนาวสั่นอยู่บริเวณป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งหน้าห้างสรรพสินค้าที่คนธรรมดาอย่างเขาทำงานอยู่ เสื้อโค้ตสองชั้นที่ช่วยบรรเทาความหนาวได้เพียงเล็กน้อยถูกโอบกระชับไว้แน่นกับรอบอก

                "ให้ผมไปส่งมั้ย" เสียงๆ หนึ่งดังขึ้นเบื้องหน้า

อีกรายแล้วเหรอ

ร่างบอบบางแหงนศีรษะขึ้นมองอย่างหัวเสีย คำว่ากล่าวมากมายที่พร้อมจะเอ่ยได้ทันทีโดยอัตโนมัติ กลับมลายหายไปหมดสิ้น เมื่อปรากฏร่างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเจ้าของน้ำเสียงเมื่อครู่อยู่ตรงหน้า

"ไม่เป็นไร"

พูดได้เท่านี้เองสินะ

"แต่อากาศมันหนาวนะ ผมทนเห็นคุณตายอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก"

"ไม่อยากเห็นก็ไปไกลๆ สิ" เอ่ยอย่างฉุนเฉียว แต่น้ำเสียงกลับไม่ได้แข็งกร้าวอย่างที่ตั้งใจ

"ไม่เอาน่า มาเถอะ"

"แล้วคุณเป็นใครล่ะ ผมสาบานได้ว่าเราไม่เคยรู้จักกัน"

"งั้นก็มารู้จักกันซะเลยสิ ขึ้นรถ"

แจจุงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อหู ไม่รู้ว่าตัวสั่นเพราะโกรธหรือสั่นเพราะความหนาวกันแน่ แต่อย่างน้อยชายคนนี้ก็คงเป็นคนแปลกหน้าที่เขายอมคุยด้วยนานที่สุดกระมัง

ได้... กล้าชวนก็กล้ารับ

 

 

ขึ้นรถมาซะแล้ว... บ้าชะมัด

"ผมชื่อ จอง ยุนโฮ แล้วคุณล่ะ"

"คิม แจจุง" ไปบอกเค้าทำไมเนี่ย

"บ้านคุณอยู่ไหน"

...

เงียบ

"ผมเปลี่ยนใจแล้ว ขอลงตรงนี้แหละ"

"อ้าว จะบ้าหรือไง นี่คุณ" ร่างสูงรีบชะลอรถเข้าข้างทางเมื่อเห็นท่าทีจริงจังที่พยายามจะเปิดประตูลงเสียให้ได้

"เดี๋ยวสิคุณ" คว้าตัวเอาไว้ไม่ทัน ที่ทำได้ก็แค่เพียงชะเง้อมองตามตาละห้อย

"วันหลังถ้าจะไปส่ง ก็หาข้อมูลให้ดีซะก่อน ไม่ใช่เที่ยวมาถามคนอื่นเอาแบบนี้"

ร่างบางเดินตัวปลิวจากไป และก่อนที่ยุนโฮจะตั้งสติได้ อีกฝ่ายก็ก้าวขึ้นรถเมล์หนีหายไปเสียแล้ว

"ถามไปงั้นแหละน่า ไม่รู้จักบ้านแล้วจะกล้าขอไปส่งได้ไงเล่า...แปลกคน"

...

"คิม แจจุงงั้นเหรอ ชื่อก็น่ารัก คนก็น่ารัก"

 

 

 

ณ ป้ายรถเมล์ป้ายเดิม ที่เดิม เวลาเดิมของอีกวัน

"รอผมอยู่ล่ะสิ"

แจจุงเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงที่ฟังดูคุ้นๆ

ร่างบางไม่ตอบ แต่รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าสื่อความหมายออกมาว่าคำตอบคือใช่

 

ภายในรถยนต์สีบรอนซ์คันหรู บรรยากาศแม้จะเงียบไปบ้าง แต่ทั้งคู่กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัด แจจุงยังคงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนเช่นที่เป็นมาตลอดทาง โดยมียุนโฮคอยชำเลืองมองอยู่เป็นระยะ

"หิวมั้ย" เจ้าของรถเอ่ยปากถาม

"ไม่เลย"

"ไดเอ็ตเหรอ"

แจจุงก้มมองร่างกายผอมบางภายใต้เสื้อโค้ตตัวหนาของตัวเอง ก่อนจะใช้สายตาตำหนิส่งให้เป็นคำตอบ

"ล้อเล่นน่า"

 

 

ภายในห้องกว้างสีครีมดูอบอุ่น แจจุงเปิดประตูให้ร่างอีกร่างหนึ่งเดินตามเข้ามา

ทำไมเขาถึงไว้ใจคนๆ นี้นักนะ...

"คุณเป็นคนแรกนอกจากผมที่ได้เข้ามาเหยียบที่นี่... รู้มั้ย"

"แล้วคุณไม่กลัวผมเหรอ"

แจจุงส่ายหน้าเบาๆ แววตาสื่อความรู้สึกประหลาดส่งมาที่เขาอย่างไม่สะทกสะท้าน

ยุนโฮชะงักเล็กน้อย เหตุใดคนน่ารักสวยงามเช่นนี้ถึงได้ดูโดดเดี่ยวนัก

ราวกับต้องมนต์ ชายหนุ่มค่อยๆ ย่างก้าวเข้าไปประชั้นชิด โอบกอดร่างบางนั้นเอาไว้แผ่วเบา

"อยู่คนเดียว เหงามากมั้ย"

ราวกับถูกทิ่มแทงด้วยคำพูดบาดใจ  แจจุงยืนแน่นิ่ง รู้สึกชาขึ้นมาที่ใบหน้า น้ำตาเอ่อล้นขึ้นมากับคำพูดนั้น

อ้อมกอดอบอุ่นของชายแปลกหน้าคนนี้

เพราะเหตุใดเขาจึงไม่คิดจะขัดขืน

แจจุงโผเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแกร่งนั้นเต็มแรงราวหาที่ยึดเหนี่ยว ร่างบางเริ่มสั่นสะท้านไปด้วยแรงสะอื้น ปลดปล่อยหยาดน้ำตาที่เก็บไว้มาแสนนาน ไม่เกรงกลัวความอ่อนแอที่หากต้องเผยให้อีกฝ่ายได้เห็น

                "เหงา... มากมั้ย" ยุนโฮก้มลงกระซิบเบาๆ อีกครั้งที่ริมฝีปาก ก่อนค่อยๆ ทาบทาลงมาประกบจูบแผ่วเบา ร่างทั้งร่างไหวสั่นตามความสามารถในการควบคุมตนเองที่น้อยลง

                ริมฝีปากอิ่มของคนในอ้อมกอด เผยอรับเขาเอาไว้อย่างยากเย็น หากแต่ไม่ได้ขัดขืน ร่องรอยของหยาดน้ำตาที่รินไหลเมื่อครู่ ถูกสัมผัสแผ่วเบาจากนิ้วมือเรียวยาวของอีกฝ่ายเข้ามาแทนที่ ยุนโฮผละมองสายตาที่จ้องมองตอบ ราวกับรู้ถึงความต้องการเดียวกัน ริมฝีปากร้อนแรงถูกประกบลงมาสัมผัสกันอีกครั้งอย่างโหยหา

                "ให้ผมอยู่กับคุณนะ"

                ราวกับหัวใจดวงน้อยถูกแกะกล่องให้เปิดออก ลมหายใจกับอ้อมกอดที่โอบล้อมอยู่รอบกาย ให้ความรู้สึกสัมผัสสดชื่นราวกับได้ชีวิตใหม่ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดแข็งแกร่งของชายแปลกหน้า

                เขาไม่รู้สึกกลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว

 

               

 

ปีนึงแล้วสินะ

                ตั้งแต่วันนั้น

                ปีนึงแล้วที่ผมได้พบคุณ

                ปีนึงแล้ว... ที่หัวใจแห้งเหี่ยวดวงนี้ของผม ได้ถูกชุบชีวิตขึ้นมา

 

                แค่ได้เห็นหน้า ได้พูดคุย ได้โอบกอด มอบไออุ่น

                แค่นี้ก็พอ

                               

 

ภายในร้านหรูของแบรนด์เสื้อยี่ห้อดัง คิม แจจุงยืนเช็คยอดออเดอร์สินค้าอยู่ที่เคาน์เตอร์ ก่อนสายตาจะไปหยุดลงที่ลูกค้าชายหญิงรายใหม่ที่เดินควงแขนกันเข้ามา

ลูกชายเจ้าของห้างกับ... ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

                "มีอะไรให้รับใช้คะ" พนักงานหญิงที่ยืนอยู่ใกล้ประตูที่สุดเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม

                "ช่วยหาสูทที่ดูดีให้คุณยุนโฮหน่อย เธอรู้ใช่มั้ยว่าเค้าเหมาะกับแบบไหน" เสียงแหลมใสของหญิงสาวท่าทางผู้ดี จัดแจงออกคำสั่งกับพนักงานคนดังกล่าว

                "งั้นเรื่องนี้ต้องให้คนนี้จัดการเลยค่ะ" ชี้โบ้ชี้เบ๊โยนมาให้ชายอีกคนที่ยังคงยืนนิ่งตกอยู่ในอาการที่ยากจะเดาออก

                ยุนโฮเองก็ดูจะไม่ค่อยเต็มใจในการมาครั้งนี้เท่าไหร่นัก จะว่าไปแล้วเขาไม่เคยคิดที่จะเข้ามาเหยียบที่นี่เสียด้วยซ้ำ

                "เชิญด้านนี้ครับ" แจจุงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย เดินนำเขาไปยังบริเวณที่จัดสรรไว้เป็นส่วนเฉพาะ

               

ภายในห้องลองเสื้อ  

"ช่วยยกแขนด้วยครับ"

"ฟังดูห่างเหินจัง" ร่างสูงกล่าวตัดพ้อ

"ก็คุณเป็นลูกค้า" สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ปลายแขนของสูทเจ้ากรรม ไม่มีทีท่าจะใส่ใจมองหน้าคู่สนทนาแม้แต่น้อย

          แววตาเศร้าหมองแบบนี้อีกแล้ว

                ยุนโฮจ้องมองร่างบางที่ก้มๆ เงยๆ อยู่กับชุดสูทบนตัวเขาอย่างเลื่อนลอย

                "คุณไปร้านอื่นไม่ได้เหรอ... ทำไมต้องมาที่นี่"

          "ผมเปล่านะ เธอต่างหาก"

คนตอบไม่กล้าสบตา แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่แจจุงได้รับรู้เรื่องผู้หญิง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่แจจุงได้เห็นกับตา

"ผมเหนื่อยจัง" สองมือเล็กตกลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง เลิกใส่ใจกับการวัดสัดส่วนร่างกายของคนตรงหน้า

ก็แค่หมดแรง ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้คร่ำครวญ

 

 

หลังจากได้ข้อมูลของเสื้อผ้าครบถ้วนจากการส่งต่องานมาจากคนก่อนหน้า พนักงานของร้านอีกคนก็ยื่นของสมนาคุณให้เป็นอันสิ้นสุด

"เรียบร้อยเมื่อไหร่ส่งให้ด้วยละกันนะ ขอบใจจ้ะ" หญิงสาวคนเดิมกล่าวทิ้งท้ายขณะเดินควงแขนคุณลูกชายเจ้าของห้างกลับออกไปจากร้าน

เงาของอีกหนึ่งคนไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

 

 

ท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเหน็บยามราตรี ชายหนุ่มร่างบางเดินเรื่อยเปื่อยไปตามริมถนน ร้านรวงต่างๆ เริ่มถูกปิดลง ผู้คนเริ่มบางตา คงเหลือไว้เพียงดวงไฟเล็กๆ ส่องแสงริบหรี่

เช่นเดียวกับความรู้สึกตอนนี้ของเขา

แจจุงพาตัวเองมาหยุดลงที่ป้ายรถเมล์ที่เดิม ที่ที่เขาได้พบยุนโฮครั้งแรก

ยุนโฮที่ลงจากรถ อาสาไปส่งเขาที่บ้าน

ดวงตากลมโตหรี่เล็กลง ยิ้มบางๆ ให้ยุนโฮในความทรงจำคนนั้น ก่อนหยาดน้ำอุ่นๆ จะค่อยๆ รินไหลจากดวงตา

คุณเข้ามาหาผมทำไม...

 

 

กว่าจะกลับมาถึงคอนโดได้ ก็เล่นเอาร่างกายผอมบางเริ่มซีดเพราะความหนาว

ประตูหน้าห้องที่เคยว่างเปล่าเสมอ วันนี้ปรากฏร่างสูงโปร่งของใครบางคน

"ไปไหนมา"

เสียงทุ้มที่คุ้นเคยของคนๆ นั้นกล่าวกับเขาอย่างขุ่นเคือง

"ผมรอตั้งนาน รู้มั้ย"

คนรอถอดเสื้อโค้ทของตนออกมาเพื่อกระชับสวมมันให้อีกฝ่าย ปล่อยให้เสื้อโค้ทอันแสนอบอุ่นโอบกอดร่างบางที่หนาวสั่นนั้นเอาไว้

มือเล็กกำพวงกุญแจในกระเป๋ากางเกงไว้แน่น ผิวเนื้อเย็นยะเยือกสัมผัสมันอย่างหาที่พึ่ง มือที่หนาวสั่นค่อยๆ หยิบมันขึ้นมาไขประตูอย่างทุลักทุเล

ยุนโฮคว้ากุญแจดอกนั้นไปเสียก่อน ก่อนที่จะจัดแจงพาตัวเองเดินนำเจ้าของห้องเข้าไปด้านใน

 

 

"ยุนโฮ"

"ว่าไง"

"ผมรักคุณ"

คำพูดถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ  มือเล็กยึดชายเสื้อโค้ทที่อีกฝ่ายสวมให้เอาไว้แน่น

          ยุนโฮเงียบไปสักพัก ราวกับรอให้คำพูดที่เพิ่งได้ยินซึมซับเข้าไปในห้วงสำนึก

                "เราเคยคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ"

          เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบ

          "พวกเรารักกันได้ที่ไหน... เรารักกันไม่ได้ ทำไมคุณถึงไม่เข้าใจ"

 

อีกฝ่ายทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ น้ำตาที่เอ่อล้น เขาหยุดมันไว้ไม่ได้อีกแล้ว

                "มีผู้หญิงมากมายข้างนอกนั่นรอให้ผมเลือกแต่งงานด้วย" น้ำเสียงราบเรียบยังคงกล่าวต่อ "ถ้าคุณจะยังคิดถึงสถานะของผมอยู่ล่ะก็"

          "เรื่องนั้นผมรู้ แต่ความรู้สึกของคุณล่ะ" ร่างบางกล่าวออกมาอย่างเหลืออด  "คุณไม่เคยรู้สึกอะไรกับผมเลยงั้นเหรอ"

          แววตาเว้าวอนพยายามมองหาบางอย่างในดวงตาของอีกฝ่าย หากแต่เขากลับไม่พบอะไรในนั้น

                "ขอโทษนะ แต่ผมไม่เคยคิดอะไรกับคุณ"

ร่างทั้งร่างนิ่งงัน ราวทุกสิ่งทุกอย่างหยุดหมุน ร่างเล็กก้าวเท้าไม่ออก พูดอะไรไม่ได้

ห้องทั้งห้องเงียบสงัด ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆ ขึ้นมาอีก จนกระทั่ง...

"ผมคงทำร้ายคุณอีกไม่ได้แล้ว"

...

"เราอย่าเจอกันอีกเลย.. ลาก่อน"

"Take care."

 

ร่างสูงโปร่งกระชับเสื้อแจ็คเก็ตตัวในเพื่อคลายความหนาวขณะก้าวเท้าเข้าไปในรถยนต์คันหรู  คำพูดของแจจุงเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทรับเสียงไม่เสื่อมคลาย คำเพียงไม่กี่คำที่ฝ่ายนั้นเอื้อยเอ่ย เหตุใดจึงทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก

ยุนโฮเหยียบคันเร่งสุดชีวิต ให้ยานพาหนะคันนี้ นำพาเขาออกไปไกลแสนไกล

ไปให้พ้นจากที่แห่งนี้ ที่ๆ ทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวาย

รถเลี้ยวอย่างแรงออกจากคอนโดมายังถนนใหญ่ ตัดผ่านหน้ารถบรรทุกคันหนึ่งที่ชนโครมเข้ากับอะไรบางอย่าง หากแต่ยุนโฮตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจที่จะหันหลังกลับไปเพื่อมองอะไรอีก

ภาพสุดท้ายของแจจุงที่ร่ำไห้ยังคงติดตา แต่แจจุงก็ยังคงเป็นแจจุง

ไม่เคยเรียกร้องโวยวาย ไม่เคยโมโห

แจจุงที่ว่าง่าย แจจุงที่แสนดี

 

ยุนโฮ ก่อนกลับทานซุปสักถ้วยนะ เดี๋ยวผมอุ่นให้'

จริงเหรอ ดีจัง อากาศแบบนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าซุปอีกแล้วนี่เนอะ'

ทานเยอะๆ นะ'

แล้วคุณไม่หิวเหรอ'

ไม่หรอก ทานเถอะ'

คุณนี่น้า ชอบทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นสามีที่เอาเปรียบภรรยาอยู่เรื่อยเลย'

บ้า..'

 

...

...

...

 

ยุนโฮ... ได้ยินผมมั้ย'

ผมรู้ตัวตั้งแต่วันแรกว่าผมต้องรักคุณ'

ทุกครั้งที่เจอคุณ หัวใจของผมเต้นแรง'

การได้เกิดมารักคุณ แค่นี้ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว'

คุณเองก็เหมือนกัน'

ถ้าวันนึงคุณได้เจอคนที่รัก คุณต้องรักเค้าและดีกับเค้าให้มากๆ รู้มั้ย'

ยุนโฮ'

ขอบคุณนะที่เข้ามาทักผมในวันนั้น'

ถ้าพวกเราได้เจอกันอีก ผมจะเป็นฝ่ายเข้าไปทักคุณเอง'

 

 

 

" ท่ามกลางความหนาวเหน็บ

ร่างกายไหวสั่น

หัวใจด้านชาเป็นน้ำแข็ง

เพียงเธอเท่านั้นที่หลอมละลายมันลง

แต่แล้วเหตุใดจึงกลับเป็นเธอคนเดิมที่ทิ้งขว้างมัน"

 

ภายนอกร้านเสื้อผ้าสุดหรู ปรากฏร่างสูงโปร่งของชายหนุ่ม เขาสวมเสื้อผ้าราคาแพงดูภูมิฐาน หากแต่ท่าทางที่ดูค่อนข้างมีพิรุธนั้นก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้คนเดินผ่านไปมาได้ค่อนข้างมาก

 

จอง ยุนโฮ เดินวนไปเวียนมาหน้าร้านดังกล่าวมาได้กว่าครึ่งชั่วโมง ทุกขณะที่เดินผ่าน สายตาที่มีก็ต้องใช้โอกาสแต่ละวินาทีให้คุ้มค่า ทว่าเขาอาจไม่ต้องใช้เวลามากมายขนาดนี้ หากคนที่เฝ้ามองหาจะลองโผล่หน้าออกมาให้เห็นบ้าง

 

ในที่สุดชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งกรรมการบริหารของห้างก็ตัดสินใจผลักประตูร้านเข้าไปภายใน ... ที่แห่งนี้ ที่ๆ เขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่กลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง

 

บรรยากาศภายในร้านดูไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไรนัก นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ย่างกรายเข้ามา และนับจากวันสุดท้ายที่เขาได้เห็นหน้าคนๆ นั้น

 

"สวัสดีครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ" พนักงานหน้าตาหล่อเหลาหน้าร้านกล่าวต้อนรับอย่างนอบน้อม

"เอ่อ... คือ ผมอยากได้ เอ่อ... เนคไท"

"อ๋อ งั้นเชิญด้านนี้เลยครับ" พนักงานคนดังกล่าวเอ่ยเชื้อเชิญพลางเดินนำเขาไปยังทิศทางเบื้องหน้า หากแต่...

"เอ่อ... จริงๆ แล้ว แจจุงอยู่มั้ย"

"เอ๊ะ แจจุง"

"คิม แจจุงน่ะ"

เมื่อเห็นว่าพนักงานคนที่ว่าไม่สามารถให้คำตอบที่ต้องการได้ คนอารมณ์ร้อนอย่างยุนโฮจึงมองหาที่พึ่งอื่น และแคชเชียร์ที่เคาน์เตอร์ที่พอจะคุ้นหน้าก็คือเป้าหมายนั้น

"คิม แจจุงอยู่มั้ย"

"แจจุงไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วค่ะ เค้าลาออกไปแล้ว" พนักงานสาวที่โผล่มาจากมุมไหนสักแห่ง ส่งเสียงดังแหวกอากาศเข้ามากระทบใบหู กว่าจะถอดความหมายของถ้อยคำที่ว่า แปลส่งต่อไปที่สมองได้ ก็กินเวลาราวชั่ว

นิรันดร์

"ตั้งแต่เมื่อไหร่"

"ตั้งแต่เดือนที่แล้วค่ะ"

ราวกับต้องใช้เวลาเพิ่มอีกเท่าตัวในการซึมซับรับรู้ถ้อยคำเหล่านั้น กว่าริมฝีปากได้รูปจะสามารถขยับเอ่ยถ้อยคำขอบคุณก่อนเดินจากมา

 

 

 

"พื้นที่ให้เช่า

กรุณาติดต่อ ออฟฟิศด้านล่าง"

 

ชายหนุ่มยืนนิ่งงัน จ้องมองแผ่นกระดาษขนาด A4 หน้าตาเหมือนใบปิดประกาศทั่วไปที่มีการจัดพิมพ์ขึ้นอย่างเรียบง่าย หากแต่เนื้อความในนั้นอาจจะดูน่าสนใจอยู่บ้าง หากในวันนี้ มันจะไม่ได้แปะอยู่บนประตูหน้าห้องของคนที่เขาตั้งใจมาหา

 

เรี่ยวแรงที่มีราวจะหายไปหมดสิ้น ร่างแข็งแกร่งเอนกายพิงผนังอย่างเหนื่อยอ่อน ขอบตารื้นน้ำขึ้นมาอย่างเจ็บช้ำจนยากจะทานไหว

 

ใบหน้าเปื้อนน้ำตากับเสียงร่ำไห้ราวจะขาดใจของคนน่ารักยังคงชัดเจนอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ไม่ว่าจะขยับตัวไปไหน ทำอะไรกับใคร มีเพียงแจจุงคนนี้ที่ยังคงมีตัวตนเคลื่อนไหวอยู่ในทุกๆ อณูของความทรงจำ

 

กว่าหนึ่งเดือนที่เพียรพร่ำบอกกับตัวเอง ว่าคนๆ นั้นจะกลายเป็นเพียงความทรงจำแสนงดงามที่ค่อยๆ มลายหายไปเองในที่สุด แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ดูจะยิ่งห่างไกลจากสิ่งที่เป็นอยู่จริงมากเท่านั้น

 

ทุกลมหายใจเข้าออก ยังคงมีเพียง คิม แจจุง

ทุกๆ การมองเห็น ยังคงมีภาพของแจจุงปรากฏอยู่เสมอ

แจจุงเท่านั้นที่เขาอยากอยู่ใกล้ๆ

แจจุงเท่านั้นที่อ้อมแขนคู่นี้อยากดึงเข้ามากอด

แจจุงเท่านั้น... แจจุงเท่านั้น

ใครก็ได้ ช่วยบอกให้คนๆ นั้นรับรู้ที

 

"ยุนโฮ ทางนี้ เร็วเข้า"

ชายหนุ่มร่างสูง ละสายตาจากชั้นวางสินค้าเครื่องปรุงรสหลากหลายยี่ห้อ เร่งรีบเข็นคาร์ทช็อปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เก็ต ตรงไปยังทิศทางของเสียงอย่างกระตือรือร้น

 

หากแต่ทันทีที่ต้นเหตุแห่งความเร่งรีบปรากฏแก่สายตา ยุนโฮก็จำต้องถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

"โธ่เอ๊ย... นึกว่าอะไร ที่แท้ก็แอนโชวี่"

"ทำไมเล่า ก็หน้านี้มันหายากออก คุณชอบไม่ใช่เหรอ"

สีหน้าคนพูดยังคงดูร่าเริง ดวงตาสีดำเป็นประกายวาววับจ้องมองปลาทะเลเจ้ากรรมในตู้แช่แข็งราวสมบัติล้ำค่า ยุนโฮมองภาพนั้นนิ่งงัน แววตาสดใสของแจจุงในแบบที่เขาแทบจะไม่เคยได้เห็น

แอนโชวี่... แกนี่โชคดีจัง

ว่าแต่ นี่เขาหึงแม้กระทั่งปลาเหรอเนี่ย

บ้าน่า ยุนโฮ

 

ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ เผยหัวเราะเบาๆ ให้กับความทรงจำในอดีต หากแต่เสียงเรียกของใครคนหนึ่งก็นำพาเขาให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง

"ยุนโฮคะ... ยุนโฮ"

"คะ.. ครับ"

"เป็นอะไรไปคะ นั่งยิ้มให้ปลาอยู่ได้ ฉันไม่เห็นคุณทานเลย ไหนบอกว่าชอบไง" หญิงสาวร่วมโต๊ะใช้สายตามองอย่างวิตก อาหารหลากหลายบนภาชนะมากมายเบื้องหน้า ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยที่บ่งบอกถึงการถูกแตะต้อง หากแต่...

 

"ยูริ ขอโทษนะ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน คุณขับรถกลับเองได้มั้ย ไปนะ"

"เอ๊ะ ยุนโฮ เดี๋ยว..." เอ่ยร้องเรียกอย่างไร้ค่า เมื่ออีกฝ่ายออกตัวรวดเร็ว โผล่ไปถึงประตูทางออกได้เพียงไม่ถึงเสี้ยววินาที

"บ้าจริง"

 

 

"ขอร้องเถอะนะครับ"

"ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ คุณคิมไม่ได้ฝากอะไรเอาไว้เลย"

"เค้าประกาศให้เช่า ไม่ได้ขาย อย่างนี้ก็แสดงว่าเค้ายังต้องติดต่อทางนี้อยู่" แววตาเรียวสีเข้มจ้องมองนิ่งอย่างเป็นต่อ "งั้นคุณก็ต้องรู้ว่าตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหน"

 

"เอ่อ... คือ" เจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนเริ่มหมดหนทางปฏิเสธเมื่อถูกต้อนให้จนมุมในที่สุด "แต่เราให้ข้อมูลของลูกค้าไม่ได้จริงๆ ค่ะ"

 

"ได้โปรดเห็นใจเถอะครับ ผมจำเป็นต้องพบเค้าให้ได้จริงๆ"

ฝ่ายถูกร้องขอจ้องมองอย่างชั่งใจ เมื่อเห็นแววตาที่อ่อนลงยามประโยคดังกล่าวถูกเอื้อนเอ่ย ยุนโฮแทบจะคุกเข่าอ้อนวอน เขาในเวลานี้สามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง ขอเพียงอย่างเดียว ขอเพียงให้ได้แจจุงกลับคืนมา

 

 

 

 

ดวงตาเรียวเล็กเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำ จับจ้องอยู่ที่ร่างบอบบางในรัศมี 100 เมตรเบื้องหน้าไม่ยอมให้คลาดสายตา ทุกอิริยาบถ ทุกย่างก้าวที่เคลื่อนไหว ตอกย้ำอยู่ทั้งในหัวใจและการมองเห็น

 

ภายใต้เรือนร่างกำยำแข็งแกร่ง หัวใจดวงนี้กำลังอ่อนแอเรียกหาการปลอบโยน มือเรียวสวยเฝ้าปาดน้ำตาที่ค่อยๆ ร่วงรินอย่างเหลืออด ความหวังอันริบหรี่ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่ำเท้าลงจากเครื่องบิน แต่ในที่สุด...

 

หนีผมมาไกลถึงนี่ ไม่เหนื่อยหรือไง

แจจุงเบื้องหน้าเขาในวันนี้ยังคงงดงาม หากแววตาเศร้าสร้อยที่คุ้นเคยก็ยังคงปรากฏอยู่ใม่จางหาย ร่างบอบบางดูตัวเล็กลงไปอีกมากโขภายใต้เสื้อโค้ทเนื้อหนา ประกอบกับหมวกไหมพรมสีดำที่เจ้าตัวโปรดปรานนั่นก็ด้วย

 

หมวกสีดำใบนั้น... ใบที่เขาให้ตอนคริสต์มาส

 

คิดแล้วก็ให้เจ็บปวด ทั้งๆ ที่รู้จักกันเพียงไม่นาน แต่เหตุใดระหว่างเขาและแจจุงจึงมีเรื่องราวและความทรงจำร่วมกันได้มากมายขนาดนี้

 

บรรยากาศช่วงค่ำของเมืองเบอร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันในเย็นวันศุกร์ แต่ภาพเหล่านั้นกลับไม่สามารถเรียกความสนใจจากแจจุงได้เลยแม้แต่น้อย

 

หนังสือเล่มบาง ถูกกางไว้อย่างประณีตบนโต๊ะอาหาร ข้างๆ มือเรียวเล็กยังมีแก้วกาแฟขนาดกระทัดรัดที่ถูกปล่อยทิ้งไว้จนเย็นอย่างน่าเสียดาย ดวงตากลมโตจับจ้องอยู่บนตัวอักษรและรูปภาพต่างๆ ในหนังสืออย่างตั้งใจ ... คู่มือท่องเที่ยวสวิตซ์

 

หากได้มากับคนรัก คงจะน่าประทับใจมากกว่านี้หลายเท่า

 

"ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยครับ" เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นเบื้องหน้า

"ครับ" แจจุงพึมพำให้คำตอบ โดยไม่ได้ใส่ใจเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ถาม

แต่ว่า... คุ้นๆ แฮะ เมื่อกี๊เค้าพูดภาษาอะไรนะ

คำถามในใจ พลันได้รับคำตอบในทันทีที่ตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองที่มาของเสียง

ชายหนุ่มสัญชาติเกาหลี หน้าตาเหมือนคนที่เขาเคยรู้จัก

"ยุนโฮ"

"หาเจอซะที"

 

 

 

 

ห้องสี่เหลี่ยมขนาดปานกลางของโรงแรมระดับสี่ดาวใจกลางเมือง ดูจะเล็กลงไปถนัดตาเมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาร่วมด้วย

 

ดวงตาบวมเป่งเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักของชายหนุ่มร่างสูงเบื้องหน้า ทำให้แจจุงทำได้แค่เพียงส่งรอยยิ้มบางๆ มอบให้

 

แทบไม่มีถ้อยคำใดหลุดรอดจากปาก มีเพียงเสียงเครื่องทำความร้อนสภาพบ่งบอกถึงอายุการใช้งาน ที่ส่งเสียงดังขึ้นลงไม่สม่ำเสมอเพียงเสียงเดียวที่ทำให้รู้ว่าห้องๆ นี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

 

"ไหนบอกไม่ค่อยมีตังค์ ทำไมมาเที่ยวซะไกลเลย" ประโยคแรกที่ฟังดูติดตลกของยุนโฮ คงจะพอสร้างรอยยิ้มได้บ้าง หากต่างคนต่างก็สัมผัสได้ดีถึงแววความเศร้าที่เจืออยู่ในน้ำเสียง

 

"งานการก็ไม่ยอมกลับไปทำ รวยนักรึไง"

เอ่ยถึงตรงนี้ น้ำตาเจ้ากรรมก็พลันไหลรินลงมาอีก ยุนโฮยังคงมีอาการบ่อน้ำตาตื้นไม่ยอมหยุดตั้งแต่ได้พบหน้าแจจุงอีกครั้ง ความอึดอัด ความขับข้องใจทั้งหมด ถูกระบายออกมาผ่านน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า แต่เขาคงลืมไปแล้วว่าใครเป็นฝ่ายทิ้งใคร

 

อ้อมแขนเรียวเล็กถูกส่งเอื้อมไปกอดปลอบโยน หากแต่นั่นยิ่งทำให้ร่างสูงร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิมอีกหลายเท่า รอยยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นเคยยิ้มให้เขาเศร้าสร้อย แจจุงไม่ได้ร้องไห้ แต่แววตาที่มองมา ก็สื่อว่าหัวใจของเขาก็ร้องไห้ไปกับยุนโฮด้วยเช่นกัน

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าหยาดน้ำตาจะเหือดหาย นี่ถ้าใครมาเห็นต้องหัวเราะเยาะ หาว่าเขาอ่อนแอ ขี้แย ไม่เข้มแข็ง แต่ไม่ใช่สำหรับแจจุงคนนี้ คนที่ได้เห็นและยอมรับในตัวตนทุกๆ ด้าน

 

"คุณจะทำอะไรต่อ" ร่างสูงตัดสินใจเอ่ยถามเมื่อเริ่มเรียกสติกลับคืนมาได้

"ว่าจะหาที่เรียนทำอาหาร" แจจุงเอ่ยตอบจริงจัง หากแต่นั่นไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น

"กลับเกาหลีกับผมเถอะนะ"

ราวกับถูกทิ่มแทงด้วยถ้อยคำร้ายกาจเดิมๆ ที่บอกว่า ยุนโฮไม่เคยคิดอะไรกับเขา คำเดิมๆ ที่วนเวียนซ้ำซากไปมาอยู่ในความคิดตลอด 1 เดือน แจจุงนั่งนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงหยาดน้ำตาอุ่นๆ ที่รินไหลอาบแก้ม ยุนโฮขยับกายเข้ามาชิดใกล้ คุกเข่าลงตรงหน้าวอนขอ มือเรียวสวยกุมมือเล็กสั่นไหวไว้แนบแน่น แทนคำมั่นสัญญา

 

"ให้โอกาสผมอีกสักครั้ง"

 

 

 

 

 

 

สัมผัสอ่อนโยนกับไออุ่นจากร่างบอบบางที่เขาโหยหา ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงสำนึกราวความฝัน สีหน้าและแววตาที่บ่งบอกถึงความสุขยามเขาเอ่ยพร่ำคำรักช่างงดงาม ดวงตาสีดำน่าหลงใหลช่างดูไร้เดียงสาอ่อนโยน ยามแย้มยิ้มให้กับคำบอกรักของเขา คำว่ารัก ใช่แล้ว ในที่สุด... เขาก็ได้เอ่ยมันเสียที

 

"ก๊อกๆๆ"

เสียงเคาะประตูดังแว่วราวกับมาจากที่แสนไกล กลิ่นอายของคนรักยังคงหวานซี้งอยู่ในความคิด ร่างแข็งแกร่งเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มขยับกายอย่างเกียจคร้าน ยุนโฮกวาดสายตามองรอบด้าน หากพบเพียงพื้นที่ว่างเปล่าข้างกาย

 

ร่างสูงควานหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ ก่อนเดินตรงไปเปิดประตู

"Housekeeper"

อาการงัวเงียส่งผลให้ชายหนุ่มต้องยืนจ้องหน้าเมดหน้าประตูอยู่พักใหญ่ กว่าจะสามารถทบทวนเหตุการณ์สถานที่

"No, not today. Thank you." ร่างสูงปิดประตูแผ่วเบาก่อนเอนหลังพิงฝาผนัง ห้องที่เงียบจนผิด

สังเกตทำให้ความคิดหนึ่งแว่บขึ้นมาในสมอง

"แจจุง... แจจุง..."

 

" แจจุง คุณอยู่ไหน" น้ำเสียงที่ฟังดูแทบจะแหบแห้ง เอ่ยลนลานอย่างตระหนก ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ไม่มีแจจุงอยู่ในห้อง ไม่มีแม้ที่ระเบียง ห้องน้ำ และไม่มีแม้กระทั่งกระเป๋าในตู้เสื้อผ้า

 

มีเพียงซองจดหมายเล็กๆ ฉบับเดียว วางเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะโทรศัพท์ข้างเตียง

 

เหมือนร่างกายจะกลับมาสิ้นเรี่ยวแรงอีกครั้ง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาขณะมือเรียวสวยเอื้อมช้าๆ ไปหยิบจดหมายฉบับดังกล่าว

จดหมายที่จ่าหน้าถึงตัวเขา

"ยุนโฮที่รัก"

หยาดน้ำใสๆ รินไหลระเรื่อยลงมาจากสองตาในที่สุด ลายมือเรียบร้อยอ่านง่าย กับถ้อยคำสั้นๆ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจเจ็บปวด แม้จะยังไม่ได้รับรู้ถึงเนื้อความข้างใน

 

‘ยุนโฮ...

... อย่าร้องไห้

แค่รู้ไว้ว่าผมรักคุณและอย่าร้องไห้

ครั้งหนึ่ง คุณเคยบอกผมว่าเรารักกันไม่ได้

แต่เชื่อมั้ย เคยมีคนบอกว่าไม่ว่าใครก็รักกันได้ทั้งนั้น

แต่จะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง

... ยุนโฮ

เข้มแข็งนะ

สักวันเราคงได้พบกันอีก

แล้วพอถึงวันนั้น ผมจะต้องเป็นคนที่ดีพอสำหรับคุณ

... ฝากดูแลตัวเองแทนผมด้วย

ทานข้าวเยอะๆ นะ

คุณผอมลงไปมากเลย'

                                                                               

จนกว่าจะได้พบกันอีก

"รัก"

                          Take care.

          (ขอยืมใช้คำนี้บ้าง หวังว่าคงไม่ว่าอะไรนะ)

 

เสียงสะอื้นไห้จากร่างกายโตๆ ยิ่งทวีเพิ่มขึ้นเมื่ออ่านจบ จอง ยุนโฮ เฝ้าอ่านจดหมายซ้ำไปมา ราวจะได้พบถ้อยคำหล่นหายที่แอบแฝง หากสิ่งที่เจอกลับมีเพียงถ้อยคำเดิมๆ ริมฝีปากได้รูปเฝ้าเอื้อนเอ่ยประโยคซ้ำๆ ที่หากเจ้าของของมันอยู่บอกเขาด้วยตัวเองคงจะดีกว่านี้

 

"อย่าร้องไห้"

 

 

 

 

สองปีต่อมา

ฤดูหนาว... กรุงโซล

หน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดัง รองเท้าคู่หรูราคาแพงก้าวลงจากรถอย่างกระฉับกระเฉง ปล่อยให้พนักงานขับรถพารถสุดหรูคันดังกล่าวแล่นจากไป จอง ยุนโฮ มุ่งหน้าตรงไปยังห้องทำงานอย่างเร่งรีบด้วยมีนัดทำสัญญากับลูกค้ารายใหม่

 

กว่าสองปีแล้วที่ใช้ชีวิตอยู่แต่กับงาน พวกผู้หญิงที่เคยคบหาก็หายหน้าหายตาไปหมด ด้วยไม่มีใครสามารถทนความเฉยชาของเขาได้ สำหรับหน้าใหม่ๆ ที่มาจากการนัดบอดด้วยความปรารถนาของบิดาผู้ให้กำเนิด ก็ไม่มีทีท่าว่ารายไหนจะมีโอกาสได้พบหน้าเขาเป็นครั้งที่สอง

 

เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ไม่ว่าก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนี้ คนเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ารอ ก็ยังคงเป็น คิม แจจุง อยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

"ลูกค้ามารอได้ 5 นาทีแล้วค่ะ" เสียงใสๆ ของเลขาสาวเอ่ยแจ้งสถานการณ์ให้ทราบทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในห้อง

"เหรอ มาเร็วจัง นัดไว้ 10 โมงนี่นา"

"นี่ข้อมูลของลูกค้าค่ะ"

ชายหนุ่มรับแฟ้มขนาด F4 มาพลิกดูเล็กน้อย

" เช่าพื้นที่ชั้น 4 งั้นเหรอ" เอ่ยกับตัวเองขณะจัดแจงเนคไทให้เข้าที่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนผลักประตูเข้าไปภายใน

 

"ขอโทษที่ให้ ร..."

คำพูดดูเหมือนจะถูกหยุดเอาไว้แค่นั้น ลูกค้าคนสำคัญที่รออยู่ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้

ราวโลกทั้งใบหยุดหมุน ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองภาพเบื้องหน้าเนิ่นนานราวกับความฝัน คิม แจจุงในชุดสูทเรียบง่าย ยืนอยู่ในห้องทำงานของเขา

 

"หวัดดี ยุนโฮ"

 

แทนถ้อยคำกว่าหมื่นกว่าล้านคำที่ตั้งใจจะเอ่ยกับร่างบางเมื่อได้พบหน้า คำพูดที่แทนความรู้สึกทุกอย่าง ถูกรวบรวมเป็นถ้อยคำสั้นๆ ง่ายๆ แต่แฝงเอาไว้ด้วยความหมายทั้งปวง

 

"กลับมาแล้วเหรอ"

 

"กลับมาแล้ว"

 

 

 

 

สถานที่เซ็นสัญญาทางธุรกิจถูกย้ายจากห้องทำงานมาเป็นร้านโดยปริยาย แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนกระทั่งอาหารคอร์สสุดท้ายถูกนำมาเสิร์ฟ แต่การเจรจาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด แจจุงยังคงบรรยายสรรพคุณของร้านอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่เจ้าตัวภูมิใจนำเสนอไม่ยอมหยุด โดยมียุนโฮเฝ้ามองมองพฤติกรรมดังกล่าวอย่างขันๆ

 

"คุณเปลี่ยนไปนะ พูดเก่งขึ้นเยอะเลย"

"งั้นเหรอ... ผมจะถือว่านั่นเป็นคำชมนะ" แจจุงยิ้มแก้เขิน

"แต่มีอย่างนึง ที่ดูยังไงก็ยังเหมือนเดิม"

"อะไรเหรอ" ร่างบางเอ่ยถาม พลางมองสำรวจตัวเองให้ควั่ก

"ก็สายตาที่คุณมองผมไง"

อึ้งเล็กน้อยกับคำพูดนั้น หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงได้แต่ยิ้มให้ หากแต่ไม่ใช่ในวันนี้

"คุณเองก็มีอย่างนึงที่ไม่เปลี่ยนเหมือนกัน"

"อะไรอ่ะ" ยุนโฮอมยิ้ม นึกรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

"คุณยังผอมเหมือนเดิม"

"โธ่เอ๊ย... นึกว่าจะพูดอะไรโรแมนติกๆ ซะอีก"

เสียงหัวเราะเบาๆ ที่ดังเคล้ากันในอากาศ ทำให้ยุนโฮมีความกล้ามากพอที่จะเอ่ยถาม

"คราวนี้เราอยู่ด้วยกันได้รึยัง"

ร่างบางชะงักเล็กน้อยแทนคำตอบ

"ยัง"

"ทำไมอีกอ่ะ" ยุนโฮทำเสียงงอแงเหมือนเด็กๆ แต่เขากลับมั่นใจเป็นที่สุด ว่าครั้งนี้จะต้องไม่ผิดหวังอีก

"เพราะผมต้องหาบ้านใหม่ให้ได้ซะก่อนน่ะสิ"

คำตอบที่ได้เล่นเอาคนฟังปล่อยก๊าก ชนิดที่ไม่ต้องคิดถึงการรักษาน้ำใจผู้พูด

"สมน้ำหน้า อยู่ดีไม่ว่าดี เอาคอนโดไปให้คนอื่นเช่า พออยากจะกลับมาอยู่เองก็ทำไม่ได้ซะแล้ว"

"พูดมากน่า" คนถูกพูดแทงใจดำทำหน้าไม่ถูก แต่ทว่า... "ช่วยหาให้ทีสิ... เอาแบบที่ไม่ต้องใหญ่มากก็ได้"

คนที่เพิ่งพูดจาถากถางอยู่เมื่อครู่ยิ้มหน้าบาน หัวใจพองโต

"รู้สึกเหมือนถูกชวนว่า ไปอยู่ด้วยกันเถอะ เลยแฮะ"

"แต่ไม่เอาใกล้บ้านคุณนะ"

"ทำไมล่ะ"

"เพราะผมอยากได้ที่ๆ คนอื่นจะตามหาคุณไม่เจอน่ะสิ"

"คิดจะเก็บผมไว้คนเดียวรึไง"

"ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามแตะเลยล่ะ"

"เห... เริ่มรู้สึกหึงขึ้นมาบ้างแล้วเหรอ ถูกหึงนี่ดีจังเลยแฮะ เหมือนตัวเองมีค่าขึ้นมายังไงไม่รู้"

รอยยิ้มเมื่อครู่ดูจะจางหาย แววกังวลปรากฏอยู่บนใบหน้าเนียนสวย แจจุงเอ่ยถามจริงใจ เมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว

"ผมเคยทำให้คุณรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่าอย่างนั้นเหรอ"

คนฟังเงียบไปถนัด แววตาอ่อนโยนห่วงใยไปซะทุกเรื่องของคนตรงหน้าทำให้เขาอยากจะร้องไห้

"ไม่เคย" เจ้าของร่างสูงเอ่ยแผ่วเบา "แต่เป็นผมเองที่คงจะเคยทำให้คุณรู้สึกแบบนั้นสินะ... ขอโทษนะ แจจุง"

ร่างบางส่ายศีรษะเนิบช้า แววตายังคงอ่อนโยนไม่สร่าง

"ผมไม่เคยคิดแบบนั้นหรอกยุนโฮ แค่นี้ก็ดีพอแล้ว"

แววตาเรียว จ้องมองคนรักอย่างซาบซึ้ง

"แจจุง"

"ฮื้ม"

"อย่าทิ้งผมไปอีกนะ"

 

รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า สำหรับเขาแล้ว อนาคตยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน โลกใบนี้ยังมีสิ่งที่ต้องเผชิญอีกมากมาย แต่สิ่งเดียวที่ยังคงผูกพันพวกเขาเอาไว้ด้วยกันได้

 

"แค่จำไว้ว่าผมรักคุณก็พอ"

 

"พูดแบบนี้แสดงว่าคุณจะทิ้งผมไปอีกเมื่อไหร่ก็ได้งั้นสินะ" ยุนโฮตัดพ้อ หากแต่กาลเวลาก็สามารถทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น

 

แจจุงไม่ได้ตอบ แต่แววตาอ่อนโยนหากมุ่งมั่นคู่สวย ยิ่งทำให้ยุนโฮรู้ว่า อนาคตข้างหน้า เขาจะต้องต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้ เพื่อให้คนๆ นี้อยู่ข้างๆ เขา เพื่อให้ดวงตาคู่นี้ยังคงมองมาที่เขา และยิ้มให้เขาตลอดไป

 

 

 

 

 

 

กริ๊งงงงง....

"สวัสดีครับ ผมแจจุง ตอนนี้ไม่อยู่บ้าน"

"ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยู่บ้าน วางสายซะที"

"อย่าเล่นน่ายุนโฮ นี่เราอัดเสียงอยู่นะ"

"คนโทรเค้าไม่คิดอะไรหรอกน่า ไม่มีคนรับเค้าก็วางไปแล้ว"

 

"กรุณาฝากข้อความหลังได้ยินเสียงสัญญาณนี้"

ตี๊ดดดดด...

 

"ยุนโฮ แม่เองจ้ะ พรุ่งนี้มาทานข้าวเย็นที่บ้านนะ พาเพื่อนของลูกมาด้วย แม่กับพ่อจะรอนะจ๊ะ บ๊ายบายจ้ะ"

 

 

...

 

 

‘ยุนโฮ... ได้ยินผมมั้ย

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แค่จำไว้ว่าเรารักกันก็พอ'

 

 

The End.

 

 

 

               

 

 

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มันเหมือนเปนพาร์ทที่เพิ่มเติมส่วนที่เราไม่เข้าใจในตอนก่อนๆแฮะ...

เรื่องนี้นี่อ่านแล้วทำไมเราเศร้าหว่า...

ถึงแม้ดูเหมือนจะจบอย่างมีความสุขก้อเหอะ...

แต่เรารู้สึกเหมือนมันยังคาใจ -*- คนอ่านเปนคนคิดมากค่ะ ฮ่าๆ...

อื้ม..คือเราไม่ชอบยุนโฮที่ดูโลเลด้วยมั้ง...พอรู้สึกว่าไม่ได้มีแจคนเดียวเราเลยงุงิขึ้นมา ==

แต่เรื่องนี้แจจ๋าเข้มแข็งดีเน้...ชอบจังค่ะ...ไว้จะมาอ่านอีกน้า...

#1 By 맀★김눈 on 2008-05-23 17:48

อืม....

ไม่รุอ่ะ

บอกไม่ถูกconfused smile

#2 By chanta on 2008-06-11 23:48

หงุดหงิด ฮ่าๆๆ

ยุนนะยุน

เศร้าคะ ชอบดี ได้อารมณ์

#3 By 김준수 F๐r€veR on 2008-06-12 17:05

สุดท้ายก็ได้สมหวังกันทั้ง 2 คน หลังจากที่ไม่เข้าใจกันอยู่นาน ดีใจแทนแจ ยุนก็หยุดหัวใจไว้ที่แจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าได้หนีหัวใจตัวเองอีกนะ สู้ๆ ชอบค่ะฟิค อ่านไปก็เศร้าไปแต่ดีใจที่แจสู้ อดทนได้เก่งจริงๆ

#4 By yungyag (117.47.131.19) on 2008-06-22 00:57