Lovin' You 5

posted on 07 Oct 2007 21:29 by pandura  in Fiction

Mountain Spring Hotel

กรุงโซล....

"ยูชอน สั่งพิซซ่าเบอร์อะไรอ่ะ" เสียงเล็กๆ ของจุนซูดังเล็ดลอดทะลุผนังกระเบื้องห้องน้ำสุดหรูของโรงแรม ดังแว่วมาเข้าหู ทำเอาคนที่กำลังอาบน้ำอย่างมีความสุขอยู่อีกฟากฝั่งของกำแพงจำต้องชะงักกิจกรรมดังกล่าวลง

"ที่ลิสต์หน้าโทรศัพท์ไม่มีเหรอ ฉันจำไม่ได้หรอก"

"โธ่เอ๊ย... ถ้ามี ฉันคงไม่ต้องถามนายให้เสียเวลาหรอก ชิ!! "

"อ้าว ตอบดีๆ ทำไมต้องด่ากันด้วยเล่า อยากมีเรื่องรึไง" ยูชอนตะโกนเสียงดังตอบกลับมาจากห้องน้ำบ้าง ส่งผลให้เจ้าของคำถามต้องสะบัดหน้าหนี เดินอารมณ์เสียแบบหิวๆ ไปนั่งแหมะลงที่โซฟา

..

 

"โทรถามที่ล็อบบี้ก็ได้น่า เรื่องแค่นี้เอง" ยูชอนที่อาบน้ำเสร็จแล้วเดินเช็ดผมตามมานั่งสมทบด้วย

"ไม่กงไม่กินแล้ว"

น่าผิดหวังที่สุด อุตส่าห์ตั้งใจจะสั่งอาหารเอาใจซะหน่อย ไม่เอาไหนเลยจุนซู

"อะไรของนายเนี่ย หงุดหงิดง่ายชิบเป๋ง จะกินมั้ย ฉันจะโทรให้"

"เอาซีฟู้ดค็อกเทลถาดใหญ่กับลาซานญ่าผักโขม" ร่างเล็กกล่าวตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดให้ยุ่งยาก

"ก็แค่เนี้ย"

 

 

หลังอาหารค่ำ สองเพื่อนรักนั่งดูทีวีกันอยู่ที่โซฟา ยูชอนนั่งเหม่อเล็กน้อย แววตาน่าหลงใหลคู่สวยจับจ้องอยู่ที่ใบหน้านักแสดงสาวคนหนึ่งในทีวี ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอจะต้องแสดงเป็นตัวร้ายแน่ๆ แว่บนึงที่เห็นอากัปกิริยาดังกล่าวทำให้เขานึกถึงหน้าอึนนาขึ้นมาอีกครั้ง

โก อึนนาคนที่คอยจ้องแต่จะจับผิด โก อึนนาคนที่คอยเอาแต่โกรธและโมโหแบบไม่มีเหตุผล ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่หล่อนกลายเป็นคนแบบนี้...

จุนซูเฝ้ามองเพื่อนรักที่เอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ฝั่งตรงข้าม ตั้งแต่ทานข้าวเสร็จจนถึงเดี๋ยวนี้ เขายังไม่เห็นยูชอนพูดอะไรเลยสักคำ

"คิดถึงเค้าอีกล่ะสิ" จุนซูโพล่งถาม ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาเบื้องหน้านั้น

"เปล่าซะหน่อย"

"นายคิดถึงเค้า..." ร่างเล็กสื่อแววตาห่วงใยอย่างเช่นทุกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังเฮือกใหญ่ "เฮ้อ ฉันเคยบอกนายแล้ว วิธีแก้ปัญหามันไม่ได้มีแค่ทางเดียวหรอก ใช่ว่าจะต้องจบด้วยการเลิกกันเสมอไป"

ยูชอนกำลังนั่งคิดอะไรบางอย่าง แววตามุ่งมั่นของเขาจ้องมองมาที่จุนซูอย่างมีความหมาย

"คบกันมั้ย"

"พวกนายไม่น่าวู่วามเลยรู้ป่าว... ห๊ะ!! เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ" จุนซูจ้องมองยูชอนอย่างตกใจ ไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

"ฉันบอกว่านายกับฉัน เรามาคบกันดีมั้ย"

 

 

 

อาคารสำนักงานโรงแรม Mountain Spring

เวลา 9.00 น. ก่อนการประชุมบอร์ดบริหารจะเริ่มขึ้น แจจุงวางโทรศัพท์จากยุนโฮด้วยรอยยิ้มที่ใครๆ เห็นก็เป็นต้องหมั่นไส้ ของขวัญวันเกิดที่เขาเตรียมไว้ให้ในวันนี้ จะต้องถูกใจฝ่ายนั้นแน่ๆ

"ไงลูก" ชายวัยปลดเกษียณ ส่งเสียงทักทายมาที่เขาอย่างเอ็นดู ในฐานะของคนเป็นพ่อแล้ว หากจะเปรียบการทำงานวันแรกของลูก เสมือนกับการส่งลูกเข้าสู่สนามรบก็คงจะไม่ผิดนัก

"ก็ดีครับ" รอยยิ้มบางๆ ส่งตอบกลับไป แจจุงมองชายสูงอายุตรงหน้าด้วยแววตาเคารพนับถือ คุณพ่อที่เขาเทิดทูน คุณพ่อที่ทำงานหนักเพื่อเขามาตลอด คุณพ่อ... คนที่ยอมให้เขาทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ

"ทุกอย่างจะต้องโอเค เชื่อพ่อสิ"

"ครับ Fighting!" แจจุงส่งยิ้มให้ผู้เป็นพ่ออย่างมั่นใจ ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว เขาเฝ้าปลอบใจตัวเองอยู่พักใหญ่ๆ หลังตัดสินใจรับหน้าที่ต่อจากพ่อ แม้จะเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างเสี่ยง เพราะคนจบศิลปะอย่างเขากับงานบริหารคงเป็นเรื่องที่ยากพอดู ไหนจะต้องเผชิญกับความคิดความรู้สึกหลากหลายของผู้คนมากมายที่นี่ หากแต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

เป็นครั้งแรกในห้อง ห้องประชุมแห่งนี้เป็นเพียงแห่งเดียวในโรงแรมที่เขายังไม่เคยย่างกรายเข้ามา ตอนเด็กๆ ก็พาลให้ต้องนึกสงสัยอยู่ตลอดว่าเจ้าห้องนี้มันจะอะไรนักหนา เข้ามาวิ่งเล่นก็ไม่ได้ เข้ามาหาคุณพ่อก็ไม่ได้ แต่พอได้เข้ามายืนจริงๆ แล้ว ห้องๆ นี้มันก็เป็นแค่ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า... หน้าตาธรรมดา

แม้ขนาดของห้องจะกว้าง แม้รอบโต๊ะตัวใหญ่เบื้องหน้าจะรายล้อมไปด้วยเก้าอี้ซึ่งถูกครอบครองโดยผู้คนที่เขาล้วนคุ้นหน้าคุ้นตา หากแต่สิ่งเหล่านี้กลับทำให้แจจุงรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ในห้องกว้างๆ นี้เพียงลำพัง

"ทุกคนคงจะเคยเห็นเค้ามาตั้งแต่เด็ก" ประธานคิม กล่าวแนะนำลูกชายต่อ ดวงตาที่ปรากฏริ้วรอยกวาดมองไปรอบห้องอย่างใจดี ทุกคน ณ ที่นี้ ทุกคนที่เปรียบเสมือนพี่น้อง ยังคงส่งยิ้มให้เขาเหมือนอย่างเคย หากแต่ชายสูงวัยผู้นี้กลับไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกคับข้องใจมากมายที่ปะทุอยู่ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มเหล่านั้น

"ระหว่างนี้... ก็ขอฝากเค้าด้วยละกันนะ" ท่านประธานจบการปราศรัยอย่างง่ายๆ ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและเป็นมิตร คำยืนยันที่พ่อบอกว่าจะยังคงอยู่เคียงข้าง คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำเขาจนกว่าทุกอย่างจะลงตัว แม้จะทำให้แจจุงใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่นั่นก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตการทำงานที่เพิ่งจะเริ่มต้นเป็นไปอย่างสวยหรูตามที่คิด

 

"หมาเหรอ?"

ยุนโฮยืนอ้าปากค้างสีหน้าผิดหวัง มีแจจุงยืนมองด้วยสายตาตำหนิอยู่ข้างๆ

"เห็นเป็นอย่างอื่นรึไงล่ะ"

ร่างสูงโปร่งภายใต้ชุดลำลองสำหรับอยู่บ้านยังคงยืนนิ่ง ความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกบ่งบอกออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน ตลอดเวลา 24 ปีที่ลืมตาดูโลก นับรวมวันนี้ก็ปาเข้าไป 25 เข้าไปแล้ว เขายังไม่เคยเกลียดอะไรขนาดนี้มาก่อน แถมเป็นโกลเด้นอีกด้วย ตัวก็ใหญ่ ดูแลก็ลำบาก มิหนำซ้ำยังชอบกวนโอ้ย...

"ไม่เอาใช่มั้ย จะได้เอากลับ ป่ะ ลูก พ่อเค้าคงไม่อยากเลี้ยงเราหรอก เดี๋ยวแม่เอากลับไปเลี้ยงเองก็ได้เนอะ" ร่างเล็กกล่าวประชด กึ่งจูงกึ่งลากเจ้าโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ขนสีทองวัยสองเดือนเศษที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยสักนิด เดินฉับๆ ตรงกลับไปยังรถสปอร์ตสีบรอนซ์คันหรูที่ยืมมาจากชางมิน

ยุนโฮยืนลังเลอยู่สักพัก ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต ของขวัญที่แจจุงอุตส่าห์มีน้ำใจซื้อมาให้ แถมอพาร์ทเม้นท์ที่ว่านั่นก็คงไม่ยอมให้เลี้ยงสุนัขด้วยแน่ๆ

"มาๆๆ ผมเลี้ยงเองก็ได้" ร่างสูงกล่าวตัดบทอย่างไม่มีทางเลือก

"จริงเหรอ?" คนให้เปลี่ยนอารมณ์ในทันที ส่งต่อสายจูงมายังเจ้าของคนใหม่อย่างกระตือรือร้น

ยุนโฮฝืนยิ้มแยกเขี้ยวให้สุนัขเจ้าปัญหา ดวงตาใสแป๋วสีดำของมันจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างใสซื่อบริสุทธิ์

"ขอโทษนะ ผมไม่รู้ว่าคุณไม่ชอบนี่นา... ก็แค่อยากให้มีเพื่อน ไม่อยากให้อยู่คนเดียว"

จากรอยยิ้มเจื่อนเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนมาเป็นรอยยิ้มซาบซึ้งขอบคุณโดยฉับพลัน นี่เขาน่าเป็นห่วงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย "ขอบคุณนะ" ยิ้มจริงใจส่งให้ "อยู่กันไปนานๆ ผมอาจจะเริ่มชอบมันขึ้นมาก็ได้"

"ปันปัน มานี่มา" เจ้าของใหม่ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพ

"อี๋.. ชื่อตลกจัง ไม่เอานะ"

"งั้น... เต้าหู้ก็ได้ เต้าหู้มาหาพ่อมาลูก"

"ชื่อนั้นก็ไม่ได้ สงสารมันหน่อยสิ โตขึ้นมามันจะรู้สึกยังไงที่ตัวเองมีชื่อน่าเกลียดแบบนั้นน่ะ"

"โธ่คุณ... หมามันไม่คิดมากแบบนั้นหรอก เอาเต้าหู้แหละดีแล้ว ตอนนี้มันเป็นหมาของผมแล้วนะ เพราะฉะนั้นคุณต้องตามใจผม"

แจจุงมองหน้าเจ้าเต้าหู้อย่างเป็นห่วง ช่างเถอะนะ ก็แค่ชื่อ

"ตามใจ... ว่าแต่วันนี้จะเลี้ยงอะไรเหรอ ผมน่ะยอมหิ้วท้องไม่ทานอะไรตั้งแต่กลางวันเลยนะเนี่ย"

"หืม ไม่เท่าไหร่เลยนะ งั้นเอาเป็นว่าวันนี้ผมเลี้ยงวันเกิด ส่วนคุณก็เลี้ยงฉลองการทำงานวันแรก สรุปก็คือหารกันคนละครึ่ง โอเค๊"

"ไม่โอเค คนยังไม่ทันจะได้เงินเดือนเลย... งก" คนพูดกล่าวเสียงแข็ง "งั้นก็กินมันที่บ้านนี่แหละ ไม่เปลืองดี โอเค๊" แจจุงทำเสียงล้อเลียนบ้าง

"โธ่ ล้อเล่นน่า ใครจะกล้าใจร้ายแบบนั้นล่ะคุณก็ ผมน่ะมีที่ๆ อยากจะพาคุณไปอยู่แล้ว"

 

 

 

 

 

 

เวลาผ่านไปเกือบเดือนกว่าทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง ไม่มีอะไรที่ง่าย หากแต่ก็ไม่มีอะไรที่ยากจนเกินความสามารถ

ยุนโฮอาจจะพูดถูก สิ่งที่เราทำได้ดีไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เราชอบเสมอไป ทุกๆ วันของเขาจึงผ่านไปอย่างมีสีสัน งานที่ท้าทาย รวมถึงผู้คนรอบข้างที่กลับไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ไม่ใช่เรื่องยากที่จะแสดงให้คนเหล่านั้นเห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ หากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นเดียวกันที่จะปรับตัวให้คุ้นเคยไปกับทุกๆ เรื่องภายในเวลาอันรวดเร็ว

ชีวิตของเขาในตอนนี้ดูเหมือนจะมีพร้อมเกือบทุกอย่าง เขามีทั้งหน้าที่การงานที่กำลังไปได้สวย รวมไปถึงยุนโฮ... คนที่คอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจเขาเสมอ แจจุงแทบนึกไม่ออกเลยว่าตอนนี้เขายังอยากได้อะไรอีก

ร่างบางเผยยิ้มให้กับตัวเองในกระจกขณะกำลังแต่งตัวไปทำงาน เจ็ดโมงเช้าของวันใหม่ ยุนโฮคงจะยังหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงที่บ้าน ส่วนชางมินก็คงจะกำลังทัวร์กรุงปรากอยู่สมใจ

ร่วมสองเดือนแล้วที่เจ้าของห้องอีกคนถูกคุณพ่อมารับตัวไปอยู่ด้วยช่วงซัมเมอร์ แม้ตอนแรกเจ้าตัวจะทำอิดออดไม่ยอมไปแต่สุดท้ายเขาก็เห็นฝ่ายนั้นกระวีกระวาดเก็บเสื้อผ้าข้าวของใส่กระเป๋าได้สองใบใหญ่ๆ ยังไม่นับรวมอุปกรณ์วาดเขียนอีกหนึ่งกล่องใหญ่ที่จัดแยกไปอีกต่างหาก ถ้าไม่บอกว่าไปแค่สามเดือนก็คงจะคิดว่าต้องไม่ได้พบหน้ากันอีกเป็นปีแน่ๆ

และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เขาถือวิสาสะหยิบยืมรถสปอร์ตคันหรูของชางมินมาใช้ หลายวันมานี้แจจุงแทบไม่ได้พบหน้าคุณลุงคนขับรถอีกเลย นับตั้งแต่นึกขึ้นได้ว่ายังมีรถอีกหนึ่งคันที่ถูกจอดทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์นับตั้งแต่เจ้าของของมันหนีไปเที่ยวไกลถึงอีกซีกโลก นี่ถ้าฝ่ายนั้นรู้เข้าคงจะโกรธเขาไม่ใช่น้อย ก็ชางมินน่ะทั้งรักทั้งหวงรถตัวเองยิ่งกว่าอะไร

ช่วงเช้าๆ แบบนี้รถยังไม่ติดมากนัก เจ้าของใบหน้าหวานสวยโยกตามจังหวะเพลงอาร์แอนด์บีสุดโปรดที่เปิดคลอในรถไปด้วยเบาๆ นี่รถก็ของชางมิน ซีดีก็ของยุนโฮ จะมีอะไรที่เป็นของตัวเองบ้างมั้ย คิม แจจุง

ถึงโรงแรมตอนเจ็ดโมงครึ่งอย่างอารมณ์ดี แจจุงเงยหน้าขึ้นมองสิ่งปลูกสร้างสุดหรูเบื้องหน้า อย่างน้อยเขาก็มีสิ่งๆ นี้ที่เป็นของตัวเอง แววตากลมโตจ้องมองมันด้วยประกายแห่งความหวัง ก่อนลงจากรถมุ่งตรงไปเบื้องหน้าด้วยก้าวย่างที่มั่นใจ

 

 

 

 

 

 

ณ ห้องพักชั้น 11 ของโรงแรม Mountain Spring

จุนซูนอนมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่เขาคุ้นเคย สองมือแนบประกบเอาไว้ที่ข้างแก้ม ดวงตาเรียวเล็กสะท้อนภาพของยูชอนซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ในห้วงนิทราตรงหน้าเขาอย่างมีความสุข ในที่สุด... เขาก็ทำพลาดจนได้

ไม่น่าเลย จุนซู...

ในห้วงความคิดที่กำลังสับสน ปรากฏภาพเหตุการณ์มากมายระหว่างคนทั้งคู่ ความรู้สึกแปลกๆ ที่เขามีต่อเพื่อนรักกับความรู้สึกของเพื่อนรักที่เขาเองก็คงไม่มีวันเข้าใจ

 

ร่างผอมบางข้างๆ เริ่มขยับตัว แสงแดดยามเช้าที่ทอแสงผ่านผ้าม่านสีครีมเนื้อบางเบาเข้ามาทางกระจกหน้าต่าง เสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ยังคงดังสม่ำเสมอแผ่วเบา กับเสียงหายใจของเขาที่ดังเป็นจังหวะเนิบช้าคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ยูชอนต้องตื่น

"อรุณสวัสดิ์" เสียงทุ้มหวานทักทายยามเช้าอย่างอารมณ์ดี

จุนซูไม่ได้ทักตอบ หากแต่แววตาที่แฝงไว้ด้วยความกังวลคงทำให้ใครบางคนพอจะสังเกตเห็นได้

"เป็นอะไรไป"

"เรากลับไปเป็นแค่เพื่อนกันเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ"

ยูชอนชะงักเล็กน้อยกับคำพูดนั้น

"นายพูดเรื่องอะไร... นายคิดอะไรอยู่"

"ฉันแค่อยากให้นายคิดทบทวนซะใหม่ยูชอน ความรู้สึกของนาย... นายแค่กำลังสับสน" ร่างเล็กกว่าหยัดกายลุกขึ้นนั่ง มียูชอนตามติดขึ้นมานั่งข้างๆ อย่างคลางแคลงใจ

"ทำไมพูดแบบนั้น" ยูชอนกล่าวถามหวั่นๆ หากแต่ไม่ได้หันมามองหน้าอีกฝ่าย

"นายไม่ได้ชอบฉันหรอก นายแค่กำลังเหงา"

"เปล่านะจุนซู ฉันชอบนายจริงๆ ฉันก็แค่... ฉันแค่รู้ใจตัวเองช้าไปหน่อย" ยูชอนอึกอักเล็กน้อยเมื่อต้องมาพูดประโยคทำนองนี้กับคนตรงหน้าที่เขารู้สึกคุ้นเคยมาแสนนาน

ร่างเล็กส่ายศีรษะเบาๆ

"แล้วฉันจะคอยดู"

 

 

 

 

 

 

 

 

"หิวมากมั้ย" เสียงทุ้มหวานของยุนโฮส่งผ่านปลายสายเอ่ยถามมาอย่างเป็นห่วง

"หิวมากๆ" แจจุงทำน้ำเสียงออดอ้อน วันนี้เขายังไม่ได้ทานอะไรเลยด้วยซ้ำตั้งแต่บ่าย ประชุมเสร็จก็สี่โมงกว่าๆ ไหนจะเคลียร์งานกับแผนกบัญชีต่อ แล้วนี่ยังต้องมานั่งอ่านสัญญาย้อนหลังของลูกค้าอีกตั้งใหญ่ๆ จนถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาสองทุ่มกว่าๆ แล้ว

"รอเดี๋ยวนะ ที่ร้านยังมีลูกค้าอยู่เลย เด็กๆ กลับกันหมดแล้วด้วย ผมต้องรอปิดร้านเองแล้วล่ะ"

"ไล่เค้ากลับไปซี่"

เงียบ... ก่อนทั้งคู่จะหัวเราะเบาๆ ออกมาพร้อมกัน หากทำแบบนั้นได้จริงก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย

"ล้อเล่นน่า ไม่เป็นไรหรอก"

"ผมจะแวะซื้อซูชิร้านเดิมไปฝากนะ ว่าแต่คุณอยู่คนเดียวเหรอ"

"อืม... น่ากลัวชะมัด" แกล้งแหย่ไปอย่างนั้น ความจริงแล้วไม่มีอะไรที่เขาจะต้องกลัวเลยสักนิด

"รอแป๊บนึงนะ จะรีบไปรับ" ความห่วงใยในน้ำเสียงส่งผลให้คนฟังยิ้มแฉ่งหน้าบานสำหรับการเรียกร้องความสนใจที่ประสบความสำเร็จ

"อืม เร็วๆ นะ"

"ครับ"

"เดี๋ยวยุนโฮ"

"หืม?"

"ผมรักคุณนะ"

ไม่รู้อะไรดลใจให้พูดออกไปแบบนั้นแต่ผลที่ได้ก็ทำเอาอีกฝ่ายตื่นเต้นดีใจจนแทบอยากจะรีบปิดร้านแล้วตรงมาหาทันที

"ผมก็รักคุณ"

 

 

เวลาผ่านไปไม่ถึง 10 นาที เสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ

"โห... มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ"

แจจุงพาร่างเพรียวบางของตัวเองเดินไปเปิดประตูอย่างร่าเริงด้วยรอยยิ้มมีความสุข ไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวันหลงเหลือให้เห็น กระดุมเม็ดบนของเสื้อเชิ้ตสีครีมเนื้อผ้าใส่สบายของเขาถูกปลดออก กางเกงสแล็คสีดำขายาวผ่านการใช้งานมาตั้งแต่เช้าจนเริ่มยับยู่ยี่ หากแต่เขายังคงดูดีด้วยสีหน้ามีความสุขที่การรอคอยใครบางคนได้สิ้นสุดลง

"มาเร็วจัง ยุนฮ.." รอยยิ้มบนใบหน้าสวยได้รูปเลือนหายไปเล็กน้อยทันทีที่ประตูถูกเปิดออก หากแต่แจจุงก็สามารถปรับเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นยิ้มทักทายให้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาท

"พี่กีอู"

"ขอเข้าไปหน่อยสิ" อีกฝ่ายถือวิสาสะก้าวเขามาโดยไม่ต้องรอคำตอบจากเจ้าของห้อง

"ยังไม่กลับอีกเหรอครับ" ร่างบางเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ แววตาระคนความสงสัยถูกส่งไปยังชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หน้าตาสะอาดสะอ้าน ใบหน้าหล่อเหลาด้วยดวงตาเรียวยาวคมกริบที่แจจุงรู้สึกทุกครั้งที่เห็น ว่ามันถูกแฝงด้วยความรู้สึกเกลียดชังเอาไว้ ลี กีอู... ว่าที่พี่เขยของเขา

"แล้วนายล่ะ ทำอะไรอยู่" แววตาที่อีกฝ่ายใช้มองตอบกลับมาแฝงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผลให้แจจุงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

"ผมอยู่อ่านอะไรนิดหน่อยน่ะครับ เอกสารมันเยอะมาก ขนกลับไปไม่ไหว"

"ขยันจังนะ กลัวตำแหน่งมันหลุดมือรึไง" ลี กีอูกล่าวด้วยน้ำเสียงเกลียดชังอย่างเปิดเผย ตอนนี้เองที่แจจุงไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาความรู้สึกของผู้พูดให้ยุ่งยากอีกต่อไป

"พี่กีอู... " ในสมองสับสนปนเปไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่สิ่งเดียวที่ร่างบางทำได้ขณะนี้ก็มีเพียงเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น เขาไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูดต่อได้อีกในสถานการณ์เช่นนี้

"นายทำให้ทุกอย่างที่ฉันเฝ้าพยายามทำมาทั้งหมดมันพังทลายลงไปในพริบตา" น้ำเสียงแข็งกระด้างประกอบกับแววตาแข็งกร้าวยิ่งทำให้แจจุงพูดอะไรไม่ออก

"ฉันทำทุกอย่างเพื่อให้นายมาชุบมือเปิบแบบนี้งั้นเหรอ" ชายหนุ่มเริ่มขึ้นเสียง แววตาส่งประกายแห่งความน่ากลัวยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเห็นหลายเท่านัก

"นายรู้มั้ย ฉันต้องอดทนทำงานรับใช้พ่อนายมากี่ปีกว่าจะมาถึงนี่ได้ แม้แต่พ่อฉันเองเค้ายังถอดใจไปแล้ว แล้วนี่นายยังกล้าพกความรู้งูๆ ปลาๆ มารับตำแหน่งที่พ่อนายประเคนให้อย่างสบายใจงั้นเหรอ ไม่อายบ้างรึไง" กีอูตวาดใส่อย่างไร้ความปราณี

ร่างบางเริ่มถอยห่างออกจากเส้นทางของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ขยับเท้าก็ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะยิ่งก้าวเข้ามาประชั้นชิดมากขึ้น

คิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว สองตาคลอไปด้วยหยาดน้ำที่พาลจะไหลได้ทุกเมื่อ เข้าใจเจตนาฝ่ายนั้นอย่างแจ่มแจ้ง แต่สมองของเขาตอนนี้ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว ความกลัวที่พรั่งพรูเข้ามามากมายเข้าครอบงำร่างกายทุกส่วนจนตัดสินใจอะไรไม่ถูก

"พูดสิ... เก่งนักไม่ใช่เหรอ พวกคุณลุงเชก็กลายเป็นพวกนายไปหมดแล้วนี่ ไม่มีใครเห็นหัวฉันกับพ่ออีกต่อไปแล้ว หึ... ยกเว้นพี่สาวโง่ๆ ของนายไว้คนนึงก็ได้มั้ง ยายนั่นน่ะหลอกว่ารักนิดรักหน่อยก็เชื่อทุกอย่างแล้ว... โง่บรมเลย"

"หยุดว่าพี่ผมแบบนั้นนะ" จิตใต้สำนึกนำพาให้คำพูดที่ว่าหลุดรอดออกมาเป็นครั้งแรก "พี่แทฮีไม่ได้โง่" หยดน้ำใสๆ ไหลออกมาจากสองตาอย่างเหลืออด แจจุงระเบิดคำพูดเจ็บแค้นออกมาอย่างช่วยไม่ได้

"พี่มันเลว โอ๊ย!!"

ก่อนจะทันได้เอ่ยคำพูดต่อไป ร่างบางก็ต้องล้มลงกับพื้นอย่างแรงด้วยแรงปะทะมหาศาลของอีกฝ่ายที่เข้าประชิดตัวเขาอย่างเหี้ยมโหด ลี กีอูทาบทับร่างบางของแจจุงเอาไว้ ฝ่ามือแข็งแรงประกบแน่นที่ริมฝีปากที่เริ่มบวมช้ำจากแรงกด เสียงอู้อี้ก่นด่าไม่สามารถเล็ดรอดออกมาแม้เพียงน้อย

พลั่ก

กีอูชกเข้าที่หน้าท้องของเขาอย่างแรง

จิตใต้สำนึกสั่งให้สู้ แต่ดูเหมือนร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงไปเสียแล้วจากการกระทำนั้น

ความหวาดกลัวมลายหายไปหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความรู้สึกนึกคิดว่าต้องเอาตัวรอด หากแต่เขาจะรอดพ้นมันไปได้อย่างไร

ฝ่ามือแข็งแกร่งที่เคยประกบปิดปากถูกแทนที่ด้วยริมฝีปากหยาบๆ ของร่างหนาด้านบน ลี กีอูประกบมันลงมาที่เขาอย่างรุนแรง สมองของแจจุงในตอนนี้คิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว ร่างกายที่ถูกสั่งให้ต่อสู้กลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกมือขึ้นปัดป้อง

ริมฝีปากที่บวมช้ำเริ่มมีร่องรอยของของเหลวสีแดงปรากฏให้เห็น กระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดที่สองถูกกระชากให้หลุดออก เช่นเดียวกับเข็มขัดกางเกงที่ถูกปลดออกอย่างแรงไร้ความปราณี สองขาและสองแขนที่ออกแรงฮึดสู้เฮือกสุดท้ายถูกตรึงไว้อย่างเหนือกว่าด้วยแรงมหาศาลมากมายของร่างกายที่แข็งแรง

"แล้วนายจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต"

หยดน้ำใสๆ ไหลรินจากหางตาทั้งสอง หัวใจของเขากำลังร้องไห้ ใบหน้าของใครอีกคนผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก หัวใจที่เต้นผะแผ่วกระซิบเรียกชื่อคนๆ นั้นแผ่วเบาราวกับอยู่แสนไกล

 

ยุนโฮ...

 

ลี กีอูนั่งชันเข่าหลังพิงพนักโซฟาใบหน้าเรียบเฉย แววตาเกลียดชังจ้องมองอีกร่างที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่เบื้องหน้า

"นายนี่มันน่าสมเพชจริงๆ" น้ำเสียงเย้ยหยันเอ่ยกับร่างบางซึ่งตอนนี้กำลังตะเกียกตะกายไขว่คว้าเสื้อผ้าของตนกลับมาสวมใส่เพื่อปกปิดร่างกายจากสายตาที่มองมายังเขาอย่างโกรธแค้น

"จะรีบไปไหนเล่า กลัวใครมาเห็นรึไง"

ถ้อยคำที่ได้ฟังทำเอาหัวใจของแจจุงแทบจะหยุดเต้น

ยุนโฮ... ไม่นะ

"ออกไป" ออกปากไล่กีอูด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเกรี้ยวกราด หากแต่มันกลับฟังดูไร้น้ำหนักในจิตใต้สำนึกของคนตรงหน้า แจจุงเร่งมือสวมใส่เสื้อผ้าที่ถูกฉีกทึ้งจนขาดให้เร็วขึ้น ยุนโฮจะต้องไม่มาเจอเขาในสภาพนี้

"ชิ!"

"บอกให้ออกไป!" น้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงยังคงส่งออกไปเป็นระยะ ร่างบางก้มมองสภาพตัวเองอย่างสิ้นหวัง ร่างกายเริ่มไหวสั่น หยดน้ำอุ่นๆ ไหลอาบสองแก้มด้วยหัวใจที่แทบสลายในร่างกายอันบอบช้ำ

แกร๊ก

เสียงลูกบิดประตูถูกเปิดออก ปรากฏร่างสูงโปร่งของคนที่เขาไม่อยากจะพบเลยในเวลาแบบนี้

"ไม่..." ร่างบางปล่อยโฮออกมาราวจะขาดใจ ทรุดเข่าลงอย่างไร้เรี่ยวแรง น้ำตาของเขารินไหลจนแทบจะกลายเป็นสายเลือด

ยุนโฮช็อคกับภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกมากมายที่ประเดประดังเข้ามาจนแยกไม่ถูก ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองคนรักสลับกับชายร่างสูงใหญ่อีกคนที่ยืนอยู่ห่างออกมา ร่างกายของเขายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงราวถูกสะกด สิ่งแรกที่หัวใจบอกก็คือเขาไม่สามารถปกป้องคนรักได้อีกแล้ว

"แก!!!!" ร่างสูงตรงรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อของ ลี กีอู เอาไว้แน่นอย่างโกรธแค้น ก่อนปลายหมัดจะเสยเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างแรง

ยุนโฮจ้องมองแววตาเย้ยหยันที่ส่งกลับมาให้เขา แววตาของคนที่แจจุงเคยแนะนำกับเขาว่าเป็นแฟนของพี่สาว แววตาของคนที่แจจุงเคยบอกกับเขาว่า... น่ากลัว

ลี กีอูหยัดกายลุกขึ้น ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ "ขอโทษนะ ที่ฉันตัดหน้าแกไปก่อน หึ" ร่างสูงใหญ่กล่าวเยาะเย้ยก่อนเดินเลี่ยงตรงกลับออกไปที่ประตู ยุนโฮละสายตาจากแผ่นหลังนั้นกลับมามองคนรักด้วยหัวใจที่ปวดร้าว

แจจุงของเขากำลังร้องไห้

"ฮือๆๆ ยุนโฮ" ร่างบางโผเข้ากอดด้วยหัวใจแหลกสลาย น้ำตาไหลอาบสองแก้มไม่ยอมหยุด

ไม่รู้จะสรรหาคำพูดสวยหรูใดๆ มาปลอบ ไม่รู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้คนส่วนใหญ่เค้าทำแบบไหนกัน แต่จะมีสักกี่คนกันล่ะที่จะต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายขนาดนี้

นัยน์ตาของเขาร้อนผ่าวไปด้วยหยาดน้ำอุ่นๆ แจจุงยังคงสั่นด้วยแรงสะอื้นไห้อยู่ในอ้อมกอด ยุนโฮกระชับสองแขนโอบกอดร่างบอบบางเอาไว้แนบแน่นด้วยหัวใจที่ปวดร้าว น้ำเสียงสั่นเครือแหบพร่าด้วยก้อนสะอื้นเอ่ยออกมาผะแผ่ว

....

"ไม่เป็นไร... "

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


edit @ 2007/10/07 21:32:53

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สงสารแจ จังเรยอ่า

อัพเร็วๆนะ อยากรุ้ว่ายุนจะปลอบยังไง

มีแบบว่า ลบรอยให้ป่าว อิอิ

#1 By แฟนยุน (124.157.182.100) on 2007-10-17 16:07

ฮืออ.... น้ำตาใหลพราก
มาอัพไวๆนะคะ รออ่านอยู่อย่างใจจดจ่อเลยconfused smile

#2 By Levi (202.28.77.31) on 2007-11-23 13:00

ง่ะ เมื่อไหร่จะมาต่ออ่าค้า รออ่านอยู่น้า confused smile

#3 By Levi (202.28.77.34) on 2007-12-02 11:54

ไมไม่มาต่อล่ะคะ? รออ่านอยู่นะคะเนี่ย นานแล้วนะ คิดถึงๆ มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆconfused smile

#4 By Levi (202.28.78.130) on 2007-12-13 14:57

สงสารแจมากกกอ่ะ
ทำไมแจต้องเจอกับเหตุการณ์เลว ๆ ด้วย
ฮือออออ

#5 By nu_nnjj (124.120.108.3) on 2008-01-09 23:12

อัพเร็ว ๆ นะคะ
อยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นไงบ้าง
รีบ ๆ นะ
สู้ ๆ ๆ ๆ ๆ

#6 By nu_nnjj (124.121.231.148) on 2008-01-12 21:56