My First Trip for the One I Love

posted on 16 Jun 2010 05:48 by pandura  in General

 

การเดินทางที่เปรียบเหมือนการเริ่มต้น

 

       หลังจากได้ยินข่าวเรื่อง New Unit กับ Thanksgiving Live in Dome

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ "ต้องไปให้ได้"

และมันก็ไปจนได้ ถึงแม้จะมาเตรียมทุกอย่างเอาตอนสองอาทิตย์ก่อนไปก็เถอะ

 

ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น และครั้งแรกที่ออกนอกประเทศไปตามหาผู้ชาย กร๊ากกกก

พ็อคเก็ตบุ๊คเที่ยวญี่ปุ่นที่เคยคิดจะซื้อแต่ก็ไม่เคยซื้อซักที ในที่สุดก็ไปต้องไปหามาอ่าน

ลงตัวที่เล่มหนึ่งซึ่งคิดว่าค่อนข้างเวิร์คเพราะครอบคลุมทั้งโตเกียวและโอซาก้า

หามาอ่านก่อนออกเดินทางสองวัน.. เป็นการเตรียมตัวที่ยาวนานมาก

บอกแล้วว่าไปเพื่อดูคอนเสิร์ตลูก ไม่ได้ไปเที่ยว (เรื่องเที่ยวเอาไว้คราวหน้า555)

ตั้งหน้าตั้งตาอ่านอยู่แค่ไม่กี่หน้า เอาหน้าที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับเรามากที่สุด

ซึ่งใครจะไปรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นจะอยู่กับเราเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ

เพราะ.. เพราะไปลืมไว้ในห้องน้ำที่สนามบินนาริตะ

 

เท้าเพิ่งจะแตะผืนดินญี่ปุ่นได้ไม่ถึงห้านาที ในที่สุดก็ต้องเดินทางต่ออย่างโดดเดี่ยว

จำได้แค่จากนาริตะเข้าโตเกียว พาหนะที่ค่อนข้างถูกและเร็วใช้ได้ คืออะไรซักอย่าง rapid rapid นี่แหละ กร๊ากกก

แล้วก็ยังอุตส่าห์ขึ้นถูก ถึงสถานีอุเอโนะอย่างปลอดภัย

ถ้าไม่ติดว่ามีกระเป๋าเป็นตัวถ่วง อาจได้แวะเข้าไปดูแพนด้าที่สวนสัตว์อุเอโนะก็ได้

 

โทรหาเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่โตเกียว เพื่อนก็ใจดีมาก อู้งานหลบออกมากินข้าวด้วยตั้งเกือบสองชั่วโมง

 

จากนั้นก็เตร็ดเตร่คนเดียวช็อปเครื่องสำอางค์อยู่แถวๆ Okachimachi ขอบอกว่า DHC ถูกกว่าที่เมืองไทยเยอะมากๆๆๆๆๆ ยังเสียดายจนบัดนี้ที่ไม่ได้ซื้อลิปครีมมาเยอะๆ T^T (ราคาแบบว่าครึ่งต่อครึ่ง)

 

พอถึงเวลานัดประมาณ 6 โมงที่นัดรับบัตรคอนเสิร์ตจากเพื่อนที่อ็อคชั่นให้ หลังได้บัตรแล้วก็ต้องชิ่งเลย เพราะจองตั๋วชินคันเซ็นไว้ตอน 6 โมง 40

 

ใช้เวลาเดินทางแค่สามชั่วโมงก็ถึงชินโอซาก้า โรงแรมที่จองไว้ก็ตามไปที่เดียวกับพี่อีกคนที่มาลงคันไซแอร์พอร์ตโดยตรง ไม่ต้องแวะโตเกียวเหมือนเรา บังเอิญจริงๆ ที่เจอพี่ที่สถานีรถไฟ ไอ้เราก็เลยไม่ต้องเตร็ดเตร่ตามหาโรงแรม พอถึงโรงแรมก็ต้องเช็คอินเข้าก่อนหนึ่งวันที่จองไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเพื่อนที่บอกจะให้ไปพักด้วยยังทำงานไม่เสร็จจนถึง ณ ตอนนั้น (เกือบสี่ทุ่มแล้วแท้ๆ ช่างน่าสงสาร) ก็เลยพักโปรแกรมไปค้างบ้านเพื่อนที่โอซาก้าเปลี่ยนมาค้างที่ชินโอซาก้าแทน (ซึ่งค่าโรงแรมที่เพิ่มมาอีกหนึ่งคืนก็ไม่ได้แพงมากขึ้นเท่าไหร่ ต้องขอบคุณพี่และน้องสาวพี่ที่หาโรงแรมดีๆ แบบนี้มาได้ ที่สำคัญอยู่ใกล้สถานีรถไฟมากๆๆๆๆ)

 

เช้าวันที่ 5 โทรหาพี่ติดแค่ครั้งเดียวตอนที่เค้าอยู่ที่หน้าคอนเรียบร้อยแล้ว ลืมบอกไปว่าทริปนี้ ไม่มีการพกโทรศัพท์ค่ะ มั่นใจมาก โทรติดต่อคนอื่นได้อย่างเดียว สรุปทั้งวันก็ติดต่อพี่อีกไม่ได้ (เลยอดติดสอยห้อยตามไปกินคาเรยุนแจตอนเย็นด้วยเลยง่า แง๊ว)

 

หลังจากทำใจที่ไม่มีบัตรวันแรก และตั้งใจว่าจะไปซื้อของหน้าคอนประมาณเที่ยงๆ ช่วงเช้าก็เลยไปเตร็ดเตร่อยู่บ้านเพื่อน (คนที่ทำงานดึกดื่นเมื่อคืน) บ้านเพื่อนอยู่แถว Tanimachi 4Chome อยู่ห่างจาก Kyocera Dome ไม่เท่าไหร่

เพื่อนชวนไปเที่ยว Osaka Jou หรือ Osaka Castle แต่บอกตามตรงว่าใจมันมุ่งไปที่คอนเสิร์ตอย่างเดียว ณ ตอนนั้น เรื่องเที่ยวหรืออะไรอื่นๆ ไม่มีอยู่ในหัวเลย เพราะทริปนี้ for Jejung only  ฮ่าๆๆ แอบเลียนแบบปร้า

 

ถึงโดมตอนเที่ยงๆ คนต่อแถวรอซื้อของเพียบอย่างที่คิดไว้ แต่ด้วยความที่เวลาว่างเหลือเฟืออยู่แล้ว แค่เอาตัวเองไปอยู่บริเวณนั้นได้ก็พอใจแล้ว ตอนนั้นมันขอแค่นั้นจริงๆ พยายามเดินหาตู้โทรศัพท์โทรหาพี่ แต่โทรยังไงพี่ก็ไม่รับสาย (มารู้อีกทีตอนเย็นที่เจอกัน พี่บอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย) อ่านะ เข้าใจ อารมณ์นั้น คนเยอะมากจริงๆ ไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตไหนที่คนเยอะขนาดนี้มาก่อน ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น จากตอนแรกที่นั่งทำใจ มองคนนู้นคนนี้ไปมา เริ่มไม่อยู่เฉยแระ เดินตระเวนหาบัตรแระทีนี้ 55 แอบเห็นคนเขียนป้ายว่า ขายบัตรให้ฉันเถอะอยู่บ้างประปราย (ทำไมวันแรกไม่มีลุงขายบัตรมาขายเหมือนของวันที่สองบ้างก็ไม่รู้ สงสัยวันแรกหายากจริงๆ) จนสุดท้ายไปนั่งข้างสาวสวยที่มากับแม่และน้องสาว ตอนแรกก็แอบมองเพราะชีแค่สวย (ประหนึ่งออกมาจากนิตยสารRay) แต่หลังจากได้รู้ว่าชีนั่งรอคนที่จะมาซื้อบัตรเท่านั้นแหละ ใช้ความหน้าด้านถามออกไปว่า ยังมีบัตรอีกมั้ยคะ ชีก็แบบคิดนิดนึง (ด้วยสีหน้าเหมือนจะมองออกแฮะว่าเราเป็นชาวต่างชาติ) มองหน้าแม่ และหันมาตอบเราว่า ไม่มี (แป่ว) อุตส่าห์ถามอย่างมีความหวัง เพราะชีถืออยู่สองใบ ใบนึงให้คนที่นัดกันไว้ซื้อไปแล้ว (ด้วยราคา 14,000 เยนเท่านั้นเองด้วย) อีกใบก็นึกว่ามีหวัง ที่ไหนได้ อีกสิบนาทีต่อมา เพื่อนที่ไม่รู้มาจากไหนก็ตามมาสมทบกันอีกเป็นโขยง อ่ะนะ เข้าใจแล้ว ในที่สุดก็ต้องทนนั่งหนาวๆ อยู่นอกโดม

 

คนเริ่มทยอยเข้าไปหมดแล้ว เหลือที่นั่งไม่มีบัตรกันอยู่ข้างนอกประปราย ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มาด้วยอารมณ์คล้ายๆ กัน มาทั้งๆ ที่ไม่มีบัตร  มาด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจมีบัตรที่เค้าเอามาขาย มาเพื่อเก็บบรรยากาศ ก่อนที่จะได้เข้าไปจริงๆ วันพรุ่งนี้

 

คอนเริ่มได้สองสามนาที เสียงจุนจังก็ดังแว่วๆ ออกมาให้ได้ยิน และนั่นก็เป็นอีกกิจกรรมต่อมาที่คนไม่มีบัตรอย่างเราๆ ต้องทำ นั่นก็คือเงี่ยหูฟังอยู่ข้างนอก 555

 

รีบกลับตั้งแต่ได้ยินเสียงเพลง Xiahtic ก่อนที่คนจะออกมากันเยอะ และกลับที่พักลำบาก ทำใจแล้วว่าคงต้องไปรอเจอพี่อีกทีที่โรงแรมเลย และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ (ยังคงเสียดายคาเร 55)

 

นัดแนะกันเรื่องวันพรุ่งนี้ พี่กับน้องอีกสองคนไปจองตั๋วหนัง Heaven's Postman เอาไว้เรียบร้อยกันแล้ว เพราะฉะนั้นเราที่อยากไปด้วยก็ต้องไปลุ้นเอาหน้าโรง

 

ซึ่งพอไปถึงโรงหนัง สิ่งที่กลัวก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ คนเยอะมว๊ากกกก โรงหนังก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เพราะฉะนั้นโอกาสที่บัตรจะหมด... เฮือก!!

หลังจากต่อแถวซักพักและได้บัตรมาครอบครองก่อนเวลาหนังฉายหนึ่งนาทีเป๊ะ (แอบโก๊ะนึกว่าเครื่องหมายสามเหลี่ยมคือบัตรหมด แต่จริงๆ แล้วคือกำลังจะหมดค่ะ ออกจากแถวไปอย่างงงๆ และต้องไปต่อใหม่อีกที ซื่อหรือโง่คระเนี่ย กร๊ากกกก) ในที่สุดก็ได้ไปนั่งรอดูลูกในโรงหนัง ขอบคุณพี่ที่ชี้ทางสว่าง เพราะเค้าคงไม่ได้คิดจะทำอะไรอย่างอื่นนอกจากดูคอนเสิร์ตจริงๆ ถ้าพี่ไม่ชวน55

 

แล้วหนังก็ เป็นตามคาด ก็อกแตก 55 ร้องมันทุกที่ๆ ทั้งที่ควรจะร้อง และไม่ควรจะร้อง เห็นลูกตาแดงๆ ก็ร้อง ลูกยิ้มเศร้าๆ ก็จะร้อง แต่ถึงหลายๆ เสียงจะยืนยันว่าคิมแจจุงแสดงได้แข็งมาก (แต่เนื่องด้วยหน้าตาดีเลยให้อภัยได้) สำหรับเรา ลูกก็ยังเป็นลูกวันยังค่ำ ทำอะไรก็ดีไปหมด หาที่ติไม่ค่อยเจอ กร๊ากกกก แต่ฮันฮโยจู แสดงได้สุดยอดจริงๆ คอสตูมก็น่ารัก แต่ชุดลูกตอนจบนี่ไม่ไหวแล้ว จะไปเดินแบบที่ไหนคระ หล่อโฮกกกกก และจากการดูหนังครั้งนี้ทำให้ได้รู้วัฒนธรรมการดูหนังของคนยุ่นอยู่อย่างนึง คือการได้รู้ว่าโฮกเงียบๆ เค้าทำกันยังไง ฮ่าๆๆ

 

หลังจากดูหนังที่นัมบะ กิจกรรมต่อไปก็ตามพี่ไปเรยค่ะ ตามรอยลูก ฮ่าๆๆ ตามไปกินราเมงสมัยลูกเดโตะที่โอซาก้า หลังจากอาศัยความหน้าด้านถามทางไปนิดหน่อย เราก็ถึงร้านนั้น สิ่งแรกที่สะดุดตาในร้านก็คือรูปของลูกๆ (สะดุดตาหรือพยายามจะมองหาก็ไม่รู้อารมณ์นั้น55) และพวกเราก็สั่งราเมงแบบเดียวกับลูกกันค่ะ อร่อยโฮกกก ยินดีน้อมรับเอาหมูที่น้องบ่นว่ามันเกินไปมากินต่อด้วยอ่ะ ก็มันอร่อยจริงๆ ก่อนออกมาก็ถ่ายรูปที่นั่งหน้าร้านกันนิดหน่อย ดีใจที่อย่างน้อยก็ได้มานั่งทับรอยแล้ว 55

 

หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ที่หมายสุดท้ายของวันนี้

ไม่เคยลืมว่ามาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ มาเพื่อเห็นหน้าเค้า มาเพื่อให้ได้รู้ว่าเค้ายังสบายดี มาเพื่อให้หายคิดถึง

 

หลายๆ คนคงได้อ่าน Fan account ของคอนวันนั้นกันไปหมดแล้ว แต่สำหรับเรา สิ่งที่ชัดเจนมากๆ ในความรู้สึกทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคอนวันนั้นก็คือ เราได้รู้ว่า เรารักเค้ามากขนาดไหน แค่เห็นหน้าครั้งแรกในวีทีอาร์ น้ำตาก็ไหลแล้ว ทุกคำที่เค้าพูด ทุกคำที่ตั้งใจฟังมันก้องอยู่ในหู เพลงทุกเพลงที่เค้าร้อง การได้เห็นเค้าทำสิ่งที่เค้ารักอีกครั้งด้วยตาตัวเอง มันเป็นความสุขที่หาที่ไหนเปรียบไม่ได้จริงๆ

 

ช่วง MC ก็เป็นอีกช่วงที่ชอบมากๆ การได้รับการสื่อสารจากเค้าโดยตรงในภาษาที่เราพอฟังรู้เรื่อง มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดแบบนี้นี่เอง เห็นพวกเค้ายิ้ม หัวเราะ พูดจาหยอกล้อกัน เราเองก็สนุกตามไปด้วย ที่สำคัญ เราได้รู้ว่าแจจุงมีความมั่นใจขึ้นมาก เค้าทำหน้าที่นี้ได้ดีเกินกว่าที่เราคาดคิดมากๆๆๆ ความมั่นใจในภาษาญี่ปุ่นที่มากขึ้น ก็ช่วยเค้าได้มาก มันทำให้เค้าเป็นตัวของตัวเอง และการแสดงออกต่างๆ ก็สื่อออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีครั้งนึงก่อนร้องเพลง For You เค้าคงไม่รู้จะพูดอะไร เอาแต่หัวเราะ แล้วก็จบลงด้วยประโยคที่ว่า คนมาเยอะจัง หรือไม่ก็ ไฟสวยจังเลย และพอไม่รู้จะพูดอะไรอีก ก็จบลงที่การหัวเราะอีก ซึ่งปฏิกริยาแบบนี้ มันทำให้คนดูอย่างเราๆ รู้สึกว่ามันน่ารัก พวกเค้าไม่ต้องพยายามอะไรมาก แค่เป็นตัวของตัวเองให้มากก็พอ ไม่ว่าจะทำอะไร คำว่า Kawaii ก็ดังอยู่รอบๆ ให้ได้ยินตลอดเลย (ตอนที่จุนจังเล่นมุขแป้กก็ด้วย 555)

 

ด้วยความที่ที่นั่งของเรามันค่อนข้างยอดดอย สิ่งที่แตกต่างจากคอนที่ไทยอย่างเห็นได้ชัดก็คือ เราต้องคอยมองลูกจากจอ คงพลาดอะไรที่กล้องจับไม่ได้ไปเยอะมาก แต่ยังไงก็ตาม ก็เป็นคอนอีกครั้งที่เราประทับใจ ขอบคุณเด็กๆ ทั้งสามคนกับ Thanksgiving ครั้งนี้ สิ่งที่เค้าแสดงออกมา เรารับรู้ได้ถึงทุกๆ สิ่งที่พวกเค้าพยายามกักเก็บเอาไว้มาตลอด ทั้งความเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งความเข้มแข็งที่มีอยู่ในตัวแต่ละคน รวมไปถึงทุกๆ อย่างที่พวกเค้าพยายามสื่อออกมาตลอดช่วงที่ผ่านมา อยากบอกว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เมื่อลูกบอกให้รอ อมม่าอย่างเราก็จะขอรอต่อไปอยู่อย่างนี้ เอาใจช่วยเสมอ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างที่เราหวัง แต่ก็รับรู้ได้แล้วว่าเค้าได้พยายามแล้ว ที่สำคัญ อยากให้เค้าทำในสิ่งที่เค้ามีความสุขจริงๆ คอนครั้งนี้ ก็ไม่เคยโทษเค้า บอกแล้วว่าเค้าคงมีอะไรอยากจะบอกกับแฟนๆ จริงๆ เค้าถึงได้ทำให้มันเกิดขึ้นมา แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย แต่ละเพลงที่พวกเราไม่เคยได้ยิน แต่ละเพลงที่พวกเค้าร้องทั้งน้ำตา พวกเราคิดว่าเค้าต้องการจะสื่อถึงใคร

 

ยอมรับว่าการตัดสินใจไปครั้งนี้ ทำให้ได้อะไรกลับมาเยอะมาก(ได้รู้ใจตัวเองมากขึ้นด้วย >//<) ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับครั้งแรกในญี่ปุ่น เดินทางคนเดียว (มีเกาะพี่ไปด้วยบ้างบางครั้ง) ทนร้อนตากแดดเข้าแถวซื้อกู๊ดส์ ทนทำตัวเนียนเป็นคนญี่ปุ่น ทนเบียดเสียดขึ้นรถไฟ (ที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน แต่เป็นการร่วมขบวนไปกับคนที่มีจุดหมายเดียวกันคือ Dome Mae ฮ่าๆ) แต่ทั้งหมดทั้งมวล แค่ได้รู้ว่าได้ทำเพื่อคนที่เรารักมันก็มีความสุขโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจริงๆ

 

และแน่นอน มีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สอง 555 ครั้งหน้าเมื่อไหร่ดี อันนี้ต้องถามเด็กๆ กร๊ากกกก

อมม่ายังต้องไปหิ้วลิปครีม ที่ยังติดค้างอยู่ในใจว่าทำไมไม่ซื้อมาอีกเยอะๆ อยู่นะลูก รีบพาอมม่าไปอีกนะ 555